Budapest

เริ่มทริปสิ้นปีกับ Budapest เมืองหลวงของฮังการี  เป็นเมืองที่รวมเอาสองเมือง Buda + Pest มาไว้ด้วยกันโดยมีแม่น้ำ Danube กั้น  นอกจากความสวยงามของเมือง ที่เคยได้อ่านมาว่าสวยนักหนา แต่พอได้มาถึงเมืองนี้ยังดูสะอาดกว่าเมืองใหญ่ๆหลายเมืองที่เคยไปเที่ยวมา ผู้คนทั่วไปอาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้นัก แต่ก็พยายามช่วย เหลือเมื่อถามทาง   มีบ้างที่ไปเจอกับการบริการของ information center กับที่สนามบินที่ดูไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการท่องเทียวเสียไป  (เขาคงทำงานมาทั้งวันจนเหนื่อยกระมัง)   แถมมาในช่วง 20-23 ธค. เลยมีตลาดคริสมาสตร์  ร้านค้า และอาหารให้อิ่มหนำสำราญ ไปกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

DSC00270_small

DSC00984_small

DSC00995_small

มาถึงบูดาเปสท์ อย่างแรกที่ชอบคือแผนที่ ที่ตั้งแจกในสนามบิน  แม้เป็นแผนที่ร้านค้า แต่ก็มีที่เที่ยวอยู่  ที่ชอบก็เพราะเป็นแผนที่ที่ละเอียดมาก มีชื่อถนนเล็กๆน้อยๆด้วย  มีสายรถ ทำให้หาได้ง่ายมาก    แม้ว่าบูดาเปสท์จะเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เมืองหนึ่งของยูโรป แต่ที่เที่ยวหลักๆ ก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมาก เลยทำให้เขาทำแผนที่ใส่รายละเอีดได้มั้ง  สามารถเดินเที่ยวได้ทั่วเมือง แต่บางสถานที่เลือกใช้รถจะประหยัดเวลา และไม่เหนื่อยจนเกินไป  การเดินทางที่นี่ก็คล้ายยุโรปทั่วไป ต่างที่ถ้าเป็น Metro หรือรถใต้ดิน จะมีพนักงานตรวจตั๋วก่อนเข้าสถานี  และทุกครั้งที่เปลี่ยนสายรถ (ยกเว้นที่สถานีหลัก ที่เป็นจุดต่อของทุกสายที่เดียว  แผนที่ http://www.budapestinfo.org/budapest_metro_map.html) หรือเปลี่ยนจาก metro ไปรถราง ก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ เพราะฉะนั้นการซื้อตั๋ววัน (24 hr นับตามเวลา)  หรือตั๋วกลุ่มอาจจะคุ้มค่ากว่า     ตั๋วอีกแบบที่ใช้เดินทางได้ด้วยก็คือ Budapest pass ซึ่งๆอาจไม่คุ้มค่า ถ้าไม่ใช่คนที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งจริงๆ      จากสนามบินเข้าตั๋วเมืองจะต้องใช้ตั๋วเดี๋ยวสองใบ  ซึ่งซื้อได้ที่ร้านขายหนังสือในสนามบิน ที่สนามบินไม่มีตั๋ววันขาย  แต่ถ้าเข้ามาในเมืองแล้วจะซื้อตั๋วไปสนามบิน จะมีบูทเล็กๆที่สถานีขาย บอกเขาว่าตั๋วไปสนามบิน จะได้ราคาตั๋วถูกกว่านิดหน่อย ราคาปี 2013 http://www.bkk.hu/en/2013/01/tickets-and-passes-available-in-2013/

ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของเมืองนี้จัดว่าถูก และคุ้มค่ามาก เราเลือกพักอพาร์ทเมนท์ Febert Apartman  3 คืน เสียไป  72 ยูโร  แม้ห้องจะเก่าดูโบราณไป แต่ด้วยอพาร์ทเมนท์ที่กว้างขวาง พักกันได้ทั้งครอบครัว  (แต่เราพักกันแค่สองคน)  มีอุปกรณ์ครัวให้ มีไมโครเวฟ ตุ้เย็น ที่สำคัญของเรา คือ มี wifi    แต่ถ้าใครมาเที่ยวพักแค่วันเดียวโรงแรมอาจจะสะดวกกว่า

เรื่องเที่ยวหาอ่านได้ สำหรับข้อมูลเที่ยว ประวัติความสำคัญของแต่ละที่ ดูได้จาก

http://gotohungary.com/history

http://www.budapest.com/city_guide/attractions/world_heritage_sites.en.html

แต่มีจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจมาแนะนำ

  1. the Castle of Buda
  2. Fisherman’s Bastion

จุดหนึ่งกับสองเดินถึงกันได้   นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถ้าเดินมาทาง Chain bride ถ้าไม่อยากเดินขึ้นเขาไปเอง ก็จะเลือกนั่ง The Budapest Castle Hill Funicular or Budavári Sikló ซึ่งราคาก็แพงอยู่  ในเมื่อเรามีตั๋ววัน เราเลือกไปลง Metro Szell Kalman ter แล้วนั่งรถสาย 16 ส่งตรงถึงท่องเที่ยวได้อย่างดี

เอารูปมุมกว้างๆมาให้ดู จะได้รู้

DSC00439_small

DSC00594_small

DSC01108_small

3.  Statue of Liberty in Budapest  อันนี้เดินขึ้น ทางชันนิดหน่อยและสูงพอควร แต่วิวจากข้างบนคุ้มค่ามาก

DSC00678_small

4. บนยอดโบสถ์ St. Stephen’s Basilica

DSC00888_small

จุดที่ไม่น่าพลาด น่าจะเป็นตลาด Market Hall ที่เต็มไปด้วยของกิน และของที่ระลึก

DSC01129_small

 

Advertisements

เกร็ดเที่ยว Oxford

เมื่อพูดถึงOxford จะคิดถึงอะไรบ้าง

– Oxford English Dictionary ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1858

– Colleges  แต่ละ college ก็จะบริหารกันเอง  เริ่มมาตั้งแต่ศต.ที่ 13  แล้ว  college ก็มารวมกันเป็นมหาวิทยาลัย ดังนั้นคนที่เรียน U of Oxford จะมีสังกัด  college การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะผ่านการคัดโดย college ซึ่งความยากง่ายในการเข้าก็อาจจะต่างกัน อย่าง  St John’s college (http://www.sjc.ox.ac.uk/)  ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่ง  คนที่ศิษย์เก่าที่นี่ก็อย่าง  Tony Blair อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ของไทยก็มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช  การสอบเข้าที่นี่ก็จะแข่งขันสูง  คิดง่ายๆแบบบ้านเราก็เหมือนเอนทรานซ์แบบเก่า คืออาจจะเรียนคณะเดียวกัน แต่เราก็เลือกที่จะสมัครมหาวิทยาลัยอื่นที่คะแนนเราคิดว่าเราจะเข้าได้  college

เทียบว่า U of Oxford เป็น Hogwarts school , collegeก็เหมือนบ้านต่างๆอย่าง Gryffindor,  Slytherin, Ravenclaw and Hufflepuff ในเรื่อง Harry Potter.

เท่าที่จำได้ตามน้องที่เรียนเล่าให้ฟัง คนสมัครจะสมัครได้แค่สอง college แล้วก็มีเงื่อนไขอีก เช่นอาจจะสอบไม่ได้ของ  college แรกแต่เขาอาจจะเห็นว่าเรามีความสามารถพอของอีก college หนึ่งก็จะส่งตัวไปให้    (ขนาดมหาวิทยาลัยเดียวกันนะ แค่ต่างcolledge ยังต่างกัน แม้เรียนคณะเดียวกันแต่ต่าง  คนสอน ติวเตอร์ สภาพแวดล้อม)  อีกอย่างคนที่เลือกสมัคร Oxford ไม่สามารถสมัคร Cambridge ได้

Oxford เป็นเมืองแห่ง Colleges เพราะฉะนั้นตึกอาคารที่เห็นก็มักเป็น college เหล่านี้ ลักษณะ Colleges ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยอาคารที่คล้ายๆกัน คือมี quadrangles (พื้นที่เปิดโล่งรูปสี่เหลี่ยม ที่รอบๆก็คืออาคาร) , gatehouses (อาคารหน้า ทางเข้าหลัก ที่มักมีประตูไม้หนาๆ เพราะแต่เดิมเป็นเพื่อป้องกันข้าศึก  และก็ห้องด้านบนอาคารเพื่อคอยสังเกตการณ์) , garden (พูดถึงอังกฤษ ก็ต้องสวน) , chapel (อาจจะไม่ถึงกับเป็นโบสถ์ แต่เป็นสถานที่เพื่อสวดขอพรของศาสนาคริสต์ ถ้าเทียบก็เหมือนกับหอสวดมนต์)

small008

เมื่อไปถึง Oxford อีกอย่างที่จะเห็นคือรูปภาพเกี่ยวกับเรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland

เรื่องราวเริ่มจาก Charles Dodgson ซึ่งเป็นนร.ที่ Christ Church ด้านคณิตศาสตร์ ต่อมาเขาก็เป็นอาจารย์ที่นี่ ในช่วงที่เขาเรียน และเตรียมเรื่องเพื่อเขียนนสพ.นักศึกษา เขาได้พบกับลูกของอธิการ Harry, Alice, Lorina and Edith ต่อมาเด็กก็ชอบมาเล่นกับเขา แล้วให้เขาเล่าเรื่องให้ฟัง Dodgson ก็เลยเล่าเรื่องโดยใช้บรรยากาศรอบๆ สิ่งที่เด็กๆคุ้นเคย อย่าง Christ Church มาเป็นสถานที่ในเรื่อง ใน Oxford ก็เลยมีสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ (http://www.chch.ox.ac.uk/visiting/alice)

 

การเที่ยวในเมือง แค่เดินก็น่าจะได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องขึ้นรถ แต่ถ้าใครจะมาเที่ยวหลายวัน หรือประชุม มีที่พักห่างเมืองไปสักหน่อย แล้วต้องใช้รถบัส ที่อยากบอกไว้คือที่เมือนี้รถบัสมีหลายบริษัท หลักๆคือ  Oxford Bus Company and Stagecoach Oxfordshire ถ้าเราซื้อตั๋วของบริษัทไหนก็ต้องขึ้นของบริษัทนั้น ตั๋วเที่ยวเดียวก็ไม่เป็นไร อย่างไงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าอย่างตั๋ววัน ตั๋วสัปดาห์ ก็ดูสักหน่อย  จริงๆเส้นทางวิ่งหลักๆก็คล้ายกัน   (http://www.oxford.gov.uk/PageRender/decTS/Public_transport_occw.htm)

การเที่ยวในเมืองค่อนข้างง่ายเพราะมีแผนที่แสดงตลอดตามจุดต่างๆ สถานที่เที่ยวหลักๆก็มีป้ายให้ข้อมูล หรืออาจจะไปดูได้จาก http://www.oxfordexplore.com/en และมี app ให้โหลดได้

small023

 

อีกหนึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ถ้าใครมีเพื่อนเรียนที่นี้ นักศึกษาสามารถหาเพื่อนเข้าชม college ได้หนึ่งคน ซึ่งเราจะประหยัดเงินค่าเข้าชมอย่าง Christ church … ซึ่งจริงๆเข้าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไร แต่ค่าเข้าค่อนข้างแพง  อย่างที่บอกว่า college บริหารงานเอง รวมทั้งหารายได้ การเข้าชมทุกทีเก็บเงิน  อีกอย่างที่อังกฤษไม่มีตั๋วราคาพิเศษลดให้นศ.อย่างโซนประเทศยุโรปบางที

 

 

 

 

 

Grasse, France

Grasse เป็นเมืองน้ำหอม  official website  ห่างจากคานส์ไปไม่ไกล สามารถไปได้ทั้งรถไฟ และรถบัส ราคารถบัสต่อเที่ยว 1.5 ยูโร ใช้เวลาจากคานส์ประมาณ  40 นาที. สายรถบัสมี 600 , 610 อาจต้องถามศูนย์บริการนั่งท่องเที่ยวว่าขึ้นที่ไหน เพราะตอนไป สถานีกำลังปรับปรุง ที่ขึ้นรถอาจต่างไป  ถ้าใช้รถบัสแล้วไปลงจนสุดสายที่สถานีรถไฟ Grasse อาจต้องขึ้นรถมาที่ตัวเมือง จะเป็นรถบัสลายดอกไม้สังเกตได้ชัดเจน เสียค่ารถอีก 1.5 ยูโร  แต่ถ้าใครแข็งแรงจะเดินขึ้นมาเองก็ได้   หรืออาจจะลงป้ายก่อนหน้านี้    … เวลาที่รถวิ่งนี่ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะรถมาไม่ค่อยตรงเวลา หรือว่า ตารางเวลาจะบอกแค่ว่ามีรถออกช่วงเวลาไหนบ้าง แต่มันเป็นเวลาโดยรวม คือบอกแค่เวลาต้นสาย กับป้ายสาย ซึ่งจากจากเยอรมัน ที่ตารางเวลาที่ป้ายรอรถ จะเป็นเวลาที่รถจะออกจากป้ายตรงนั้น วันนั้นเสียเวลารอรถไปเกือบชั่วโมงที่เดียว

วันที่ไปเป็นวันเสาร์ ศูนย์บริการตรงสถานีรถไฟปิด เลยไม่มีแผนที่ แต่มีป้ายแผนที่อยู่ทั่วไป ก็อาศัยดูตามนั้นบ้าง ส่วนใหญ่ก็เดินไปเรื่อยๆ วันนี้คนก็ค่อนข้างไม่เยอะมาก ร้านค้ายังเปิดให้บริการ มีบ้างที่ปิดไป map

เมืองนี้มีโรงงานน้ำหอมอยู่สามโรงงาน ถ้าสนใจประวัติน้ำหอมอ่านได้ที่นี่

DSC06144sm

Molinard

Gallinard

Fragonard

อีกที่เป็น International Perfume Museum อยู่ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ของ Fragonard

ได้ไปมาแค่ พิพิธภัณฑ์ Fragonard ที่เปิดให้เข้าชมฟรี เพราะอย่างที่บอกว่าเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตั้งใจไปที่ไหนเป็นพิเศษ   Fragonard ดูเหมือนจะแบรนด์ที่ค่อนข้างพบผลิตภัณฑ์ตามร้านค้าทั้งที่ Nice และ Cannes มากกว่าอีกสองแบรนด์

มีแต่ภาพมาให้ดู

rez001 rez003 rez005 rez008 rez009 น่าจะเป็นที่เที่ยวหลักอันหนึ่ง The Grasse cathedral, Notre Dame du Puy, was built during the 12th century  The cathedral’s strict, basic style, structure, vaults, and discreet décor reflect Lombardian and Ligurian influences. It shelters works by such masters as Rubens, Charles Nègre, a beautiful triptych by Louis Bréa, and the only religious painting by Jean-Honoré Fragonard, Le Lavement des Pieds (The Washing of the Feet). (from http://www.grasse.fr/The-cathedral)

วันที่ไปกำลังจะมีงานแต่งพอดี

rez013 rez014 rez016 rez017 rez019

Nice Nizza

ทริปนี้ไปด้วยการประชุม รูปเลยมีไม่เช้าก็เย็น ดีที่เป็นช่วงซัมเมอร์กว่าจะมืดก็สี่ทุ่ม

วันที่ไปถึง เป็นวันสุดท้ายของ Tour de France ที่ผ่าน Nice พอดี Tour de France จัดการแข่งขันจักรยานที่ว่าหฤโหด และที่เป็นที่รู้จักอย่างดี  การเริ่มต้นมาจากเพื่อการเพิ่มยอดขายของสองหนังสือพิมพ์เอง

DSC05411       DSC05463

Albert Lejune, owner of two newspapers Le Petit Journal based in Paris, and Le Petit Niçois based in Nice, created Les Six Jours de la Route in 1933 to establish a link between the two newspapers. For him it was about showing the charm of La Cote d’Azur to his readers with the help of a cycling race on an innovative route. For six days at the end of the winter season, the event went through the Valley of the Rhone; avoiding carefully the Alps and its difficulties, sparingly using the hilly hinterland of Nice, to be finally used as a favourable training ground for the spring Classics. The jersey of the leader was azure and gold in colour, evoking the blue of the Mediterranee and the golden sun in Nice.

Not organised between 1940 and 1946, the event was reborn again in 1946 with the encouragement of the newspaper Ce Soir, which only managed to try the experience once.

Jean Medecin, the mayor of Nice requested that the race was to be organised by the weekly newspaper Route et Piste in which the editer Jean Leulliot was to be named as race director. The event then went under the name of Paris-Côte d’Azur, with the publication of the newspaper L’Aurore, as the main partner, using the white jersey designating the leader. Under the impetus of Jean Leulliot, Paris-Nice slowly lost its status as a training ground to become a real event.

The history of racing reminds us of the famous duel between Anquetil-Poulidor. In 1972 Jacques Anquetil became director of the race and saw with his own eyes the victory of Raymond Poulidor at the age of 36 with the uncompromising Eddy Merckx coming in second. He also witnessed the seven consecutive victories of Laurent Jalabert, the last French winner. (From http://www.letour.com/paris-nice/2013/us/history/)  ไม่ค่อยแน่ใจว่าตกลงปีที่เริ่มนี่ปีไหนแน่ 1933 หรือ 1903

Image

ใครสนใจดูเส้นทางแข่งก็ดูได้ที่นี่

การเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง รถบัสหลักๆมี 2 สาย 98 จะวิ่งไปสุดที่ตัวเมือง ใกล้ชายทะเล แต่ถ้าเป็นสาย 99 จะไปที่สถานีรถไฟ ราคาตั๋ว 6 ยูโร แผนที่   แผนที่2

รถแทรมในเมืองมีหนึ่งเส้นทาง สองสายหลักที่วิ่งไปกลับ ถ้าจากสถานีรถไฟ (Glare SNCF) เดินมาด้านซ้ายมือ (หันหลังให้สถานี) นิดเดียว จะเป็นที่สถานี Gare Thiers ถ้าจะไปทะเลก็คือนั่งไปทาง Pont Michel  ราคา solo ticket 1.5 Euro ความจริงเมืองไม่ใหญ่มาก สามารถเดินได้ตลอด แต่ก็ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของคนเที่ยวด้วยละกัน แผนที่รถแทรม

ถ้าเดินเที่ยว เริ่มจากสถานีรถไฟหลัก มาเส้น Avenue Jean Medicin เส้นทางเดียวกับที่รถแทรมวิ่ง เดินสักสองสามนาทีก็จะเจอโบสถ์ Notre-Dame de Nice (Basilique Notre-Dame de Nice)

ImageImage

“With its 3 porches, its rose-window, its twin-bay, Notre-Dame in Nice looks like Notre-Dame in Paris. There are 2 statues of the Virgin Mary, one at the top of the church, the other in the front of the rose-window, 2 towers 31 metres high stand in the sky. No sculptures in the frontage due to a lack of money. In 1944 the sculptor GALLO places the statue of Notre-Dame de la Libération on the central portal. The style of the choir is similar to Saint-Serge Abbey church, the 3 aisles of same height, 12 lateral chapels and 7 apse-chapels.

This harmonius building is one of the most beautiful “neo-gothic” church in the area.” (from http://notredame-nice.com/the-history-of-notre-dame-de-lassomption/)

เดินต่อมาก็ Place Massena

Image

Image

The seven resin statues on Massena square – Nice’s geographic centre – were created by Jaume Plensa, Spanish artist specialized in monumental art.

These seven characters represent seven continents and the communication between the different communities of today’s society. The name of this creation is “conversation à Nice”. Plus, the statues are illuminated every night, colors are changing smoothly to emulated a dialog between them, it’s very beautiful and poetic.(from : http://www.lomography.com/magazine/locations/2009/04/02/the-seven-statues-of-the-massena-square-nice-france)

Nice มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอยู่พอสมควร

แต่ไม่ได้เป็นคนเข้าถึงศิลปะขนาดนั้น เลยชมศิลปะธรรมชาติ กับทะเล แสงแดด สายลม
เดินเล่นตามเส้นทาง Promenade des Anglais ถนนต้นปาล์มที่เป็นภาพจำของเมือง  และขึ้นไปชมวิวจาก Château hill

ImageImage

ImageImageImageImageImage

Regensburg

ไม่ได้เขียนเรื่องการท่องเที่ยวมานานมาก แม้ว่าจะออกเดินทางอยู่เสมอ วันนี้นึกสนุก  เขียนสักหน่อยละกัน

 

Regensburg เป็น เมืองในรัฐ  Bavaria ของเยอรมันนี   อาจจะไม่ใช่เมืองที่คนไทยรู้จัก และมาท่องเที่ยวเท่าไหร่  ส่วนตัวที่มาก็เพราะมาอบรม ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่ได้มาเหมือนกัน ลองมาดูกันว่าเมืองนี้มีอะไรดี  เมืองนี้ได้ขึ้นเป็น UNESCO World Heritage Site คงไม่ธรรมดาแน่ๆ

 

ขอพูดถึงรัฐบาวาเรียก่อนสักหน่อย

เมือง หลวงของรัฐนี้ก็คือ Munich ที่คนไทยคุ้นเคยกันอย่างดี และเป็นเมืองที่มีเทศกาลที่หลายคนอยากมาสัมผัสบรรยากาศ และลิ้มลองเบียร์นั่นก็คือ Octoberfest  ซึ่งถ้านั่งรถไฟ RE (regional train) จาก Regensburg ก็เพียงชม.ครึ่งเท่านั้น

 

Bavaria มีธงเป็นลายตารางสีฟ้าขาว

และตราสัญลักษณ์ coast of arm ของรัฐ

 

 

 

 

ที่เอามาให้ดู เพราะถ้าไปเที่ยวรัฐนี้ จะสังเกตได้ว่าสีตารางฟ้าขาวนี้ตกแต่งตามข้าวของต่างๆ  โดยเฉพาะผ้าปูโต๊ะ 

 Regensburg เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในอดีต   จะเห็นได้ว่า landmark ที่สำคัญของเมืองก็คือสะพานหิน ( Stone Bridge , Steinerne Brücke )

 

 

เป็น สะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำ Danube เชื่อมระหว่างเมืองเก่า และ Stadtamhof  สร้างเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12  แทนสะพานไม้เดิม   สะพานหินนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งยุคกลางของยุโรป เพราะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Danube แห่งเดียวกว่า 800 ปี (จนกระทั่งปี 1930s  มีการสร้างสะพาน Nibelungen)  และเป็นต้นแบบสะพานหินให้เมืองต่างๆอย่าง สะพานข้ามแม่น้ำ Elbe ที่ Dresden, London bridge ที่ข้ามแม่น้ำ Thames เป็นต้น  นอกจากเป็นเส้นทางค้าขาย สะพานนี้ก็เป็นที่ใช้ลงโทษประหารชีวิตคนเช่นกัน

รู้ประวัติแล้วทำให้สะพานธรรมดา ดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที

ตรงปลายสะพานด้านเมืองเก่า จะมี World Heritage Visitor Centre  แนะนำว่าให้เข้าไปดู มีการจัดแสดงและนำเสนอประวัติเมืองได้น่าสนใจดี  

 

 จากรูปจะเห็นโบสถ์ใหญ่ๆ  St.Peter’s cathedral  และนั่นคือจุดท่องเที่ยวสำคัญหนึ่งของเมือง

 

 

 

 St.Peter’s cathedral เป็นสถาปัตยกรรมแบบ  Gothic    ภายในก็มีกระจกประดับ ( stained glass ) ภาพกระจกที่สำคัญก็ตามชื่อโบสถ์ ก็จะเป็นภาพ St.Peter หรือ นักบุญเปโตร ซึ่งในภาพจะถือกุญแจอยู่  เป็นกุญแจที่พระเยซูมอบให้ ถือเป็นกุญแจสู่คริสตจักร  และให้ขนานนามว่า Rock

ตามแผ่นพับมีข้อมูลประมาณนี้ กลับมาก็ต้องมานั่งหา เพราะงงว่าทำไมต้อง rock ข้อมูลที่ได้ก็ตามนี้ ค่อยเข้าใจหน่อย

Then Jesus addresses Simon by what seems to have been the nickname “Peter” (Cephas in Aramaic, Petros [rock] in Greek) and says, “On this rock I will build my church, and the gates of Hell will not prevail against it.”

 ประมาณว่าเป็นฐานที่มั่นคงแต่คริสตจักรนั่นเอง

แนะ นำว่าเข้าไปแล้วก็ไปดูแผ่นพับที่เขาแจกดูสักหน่อย เพื่อจะได้รู้ว่ามีจุดไหนที่เราควรดูบ้าง แต่ถ้าไม่คิดอะไร ดูเพลินๆ สวยๆ ถ่ายรูปเล่นๆ ก็ไม่ว่ากัน  แต่ถ้าใครสนใจอยากรู้มากกว่านั้น แนะนำ http://www.sacred-destinations.com/germany/regensburg-cathedral   อีกจุดหนึ่งก็เป็นรูปปั้นนางฟ้ายิ้ม  ที่แสดงถึงความยินดีที่พระเจ้าส่งบุตรชายของพระองค์มาเพื่อนำทางมนุษย์สู่พระเจ้า  

 

ที่ เที่ยวสำคัญก็คงมีสองจุดนี้ แต่เมืองนี้ก็ยังมีโบสถ์อีกหลายที่ เมืองก็เล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์ ถ้าเดินเล่นเรื่อยๆ อย่างเดียว ใช้เวลาเดินสักสองสามชม.ก็คงทั่วเมือง   หรือใครอยากจะพักผ่อนเดินเล่นริมน้ำก็สบายดีนะ

ลองมาดูภาพมุมอื่นๆของเมืองกันดู บางทีอาจจะอยากไปเยี่ยมชม

 อีกโบสถ์ที่อยากแนะนำ Evang.-Luth.St.  Oswald kirch   อยู่ตรงปลายสะพาน

ตรงเมืองเก่าจะมี 3 สะพาน  สะพานตรงกลางก็คือ สะพานหิน Stone Bridge และมีสะพานขนาบอีกสองข้างไม่ไกลกันเท่าไหร่  ถ้าเราหันหน้าหาแม่น้ำ และเมืองเก่าอยู่ด้านหลัง  โบสถ์จะอยู่ที่สะพานซ้ายสุด ฝั่งเมืองเก่า ตัวโบสถ์ธรรมดามาก แต่ข้างในสวย    

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพเมืองรอบๆ

 

 

Town Hall และก็เป็น tourist information

 

 

 เมืองนี้ของแพงพอควรที่เดียว   ถ้าอยากหาของถูก ก็เข้า Netto เป็นซุปเปอร์มาร์เกต แอบซ่อนอยู่ตรงข้างในตึกสีเทาๆนี่เอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เที่ยว Stockholm

Stockholm เป็นเมืองหลวงของประเทศสวีเดน และเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม Fenno-Scandinavia (รวมประเทศในเขต Scandinavian Peninsula, Finland, Karelia and the Kola Peninsula ) เวลาสองวันของการมาเที่ยวคงเป็นเพียงมุมเล็กๆของเมือง

การให้บริการนักท่องเที่ยวคิดว่าจัดได้ดีมาก ศูนย์บริการข้อมูลให้นักท่องเที่ยวก็เปิดทุกวัน และแผนที่ก็มีแจกอยู่ทั่วไปตามจุดต่างๆในเมือง

ทริปนี้ซื้อ Stockholm card (คลิกลิงค์เพื่อดูรายละเอียด ได้คะ) สำหรับ 2 วัน โดยบัตรนี้จะเข้าพิพิธภัณฑ์ และใช้เดินทางได้ฟรี  ระยะเวลาที่ใช้บัตรได้คิดเป็นชม. ตามบัตรที่ซื้อ  อย่างถ้าซื้อเป็นบัตรหนึ่งวัน ถ้าเริ่มใช้ เที่ยงของวันนี้ ก็จะสามารถใช้ได้จนถึงเที่ยงของวันถัดไป

แผนที่ว่าบัตรนี้จะสามารถใช้ที่ไหนได้บ้าง แผนที่  รายชื่อสถานที่

ตอนแรกว่าจะซื้อบัตรหนึ่งวัน เพราะคิดว่าวันจันทร์คงไม่มีพิพิธภัณฑ์เปิด แต่พอถามข้อมูล มีหลายพิพิธภัณฑ์ที่เปิด รวมทั้ง royal palace   พิพิธภัณฑ์ที่เปิดวันจันทร์

ถ้าถามถึงความคุ้มค่า น่าจะคุ้มถ้าคนที่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์   คิดง่ายๆ ราคา 2 วัน 650 SEK  ถ้าจะซื้อตั๋ววันสำหรับค่ารถจะตกวันละ 110 SEK ราคาค่าเข้าพิพิธภัณฑ์จะตกอยู่ที่ประมาณ 100 SEK ต่อที่   บางที่อาจถูกหรือแพงกว่า เพราะงั้นถ้าคิดว่าเข้าสักห้าพิพิธภัณฑ์หลักๆที่เข้ามักท่องเที่ยวกัน อย่าง Vasa museum , Nordiska museet, Royal palace, Nobel museum, sky view ก็คุ้มแล้ว
ก่อนพาเที่ยวชมเมือง ขอแนะนำแหล่งซื้อของราคาถูก ร้าน COOP  (เหมือนตอนไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์)  ราคาจะถูกว่าซื้อตาม 7-11 หรือร้านอื่นๆที่เห็นทั่วไป อย่างน้ำเปล่าลิตร ร้านอื่นๆจะ 30 SEK ใน COOP จะซื้อได้ที่ 15 SEK ยิ่งถ้าใครพักhostel ที่มีครัวแล้วสามารถทำอาหารกินเองได้ แนะนำให้มาซื้อของที่นี่ ไปทำกินคะ   ส่วนร้านอยู่ตรงไหนนี่ ที่หาง่ายสุดคงเป็นชั้นล่างของสถานีรถไฟหลัก ชั้นเดียวกับที่ฝากกระเป๋า  ส่วนร้านมีตรงไหนบ้าง อาจลอง google search ดูว่าแถวไหนกับที่พักที่เราอยู่คะ

เรื่องน้ำดื่ม ที่สวีเดนไม่มีจุดน้ำดื่ม ที่เป็นรูปปั้น แล้วเราสามารถไปกรอกน้ำได้นะคะ เท่าที่เห็น  ไม่เหมือนประเทศยุโรปอื่นๆ  แต่ในห้องน้ำเขาจะมีแก้วน้ำกระดาษ แสดงว่าน้ำนี้กินได้คะ  เพราะอย่างนั้น การเที่ยวควรมีขวดน้ำติดตัวไว้นะคะ  เข้าห้องน้ำ แล้วก็กรอกเก็บไว้   ใครมาเครื่องแบบกระเป๋าใบเดียว ขวดน้ำอย่าทิ้งนะคะ กินแต่น้ำให้หมดแล้วเอามาผ่านด่านตรวจติดมาด้วย จะได้ไม่ต้องมาซื้อน้ำดื่ม ประหยัดๆ

เรื่องห้องน้ำ ถ้าที่สถานีรถไฟจะเสียค่าบริการ 10 SEK ข้างนอกอาจจะ 5 หรือ 10 อาจจะจ่ายเงินกับพนักงาน หรือเป็นแบบหยอดเหรีญที่ประตูห้องน้ำคะ   ห้องน้ำในพิพิธภัณฑ์ก็ฟรีคะ  แต่บางพิพิธภัณฑ์ ห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกก่อนที่จะเข้าสถานที่จัดแสดง อาจจะเสียตังนะคะ แต่เข้าไปแล้วก็มีห้องน้ำคะ ไม่ต้องเสียตัง

ทริปนี้มาแค่สามวัน ลงเครื่องที่ Gothenburg ถึงประมาณ 10:30 แล้วนั่งรถบัสเข้าเมือง 99 SEK ซื้อทางอินเตอร์เนทล่วงหน้าได้ราคา 89 SEK ถ้าจะซื้อกับคนขับ ต้องใช้บัตรเครดิตอย่างเดียวนะคะ ราคานี้เหมือนกับ รถบัสระหว่างสนามบิน – สถานีรถไฟ ที่ Stockholm อยู่เที่ยว Gothenburg ถึงเย็นก่อนจะนั่งรถไฟมา Stockholm จองตํ๋วรถไฟ  เชคเวลาและจองล่วงหน้าจะถูกกว่านะคะ  ใช้เวลาเดินทางประมาณสี่ชม.

เริ่มเที่ยวกันดีกว่า

ถ้าใครซื้อ Stockholm card แล้วอยากขึ้น  Sky view ให้ไปก่อนนะคะ เพราะจะขึ้นได้ฟรีถ้าไปก่อนเที่ยง  หลังจากนั้นต้องเสียเพิ่ม 30 SEK

DSC04564 DSC04552rez

SkyView is the new world-class attraction that takes you to the top of the world’s largest spherical building, the Ericsson Globe, a Stockholm landmark.

From the apex 130 meters (425 feet) above sea level, you get a fantastic view encompassing all of Stockholm. The two SkyView gondolas depart every 10 minutes, and the entire visit takes about 30 minutes.

ชมวิวจากข้างบน อาจจะเฉยๆ นะคะ แล้วแต่คนชอบ  เพราะอยู่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ วิวที่เห็นเลยอย่างภาพคะ

ทริปนี้ไปเจองานใหญ่สองงาน

งานแรก The Gumball 3000 เป็น an annual British 3,000-mile (4,800 km) international road rallyซึ่งจะจัดตามเส้นทางรถสาธารณะ ซึ่งเส้นทางก็จะจัดเปลี่ยนไปทุกปี     ปีนี้ 2013  ครบรอบ 15 ปี  เริ่มเส้นทางจาก Copenhagen วันที่ 18 พค.มาถึง Stockholm ถัดจากนั้นก็ไป Helsinki, St. Petersburg, Tallinn, Riga, Vilnius, Warsaw , Vienna และไปจบที่ Monaco ที่ Grand Prix.

DSC04495 DSC04496DSC04498

งานที่สอง ฉลองชัยชนะของทีมฮอกกี้สวีเดน  The Swedish Ice Hockey team was celebrated by 20000 Stockholmers in Kungstradgarden in Stockholm after beating this years sensational runner up Switzerland in the finale of the Word Championships 2013 with 5-1

    DSC04600  DSC04598   DSC04599

ต่อมาเที่ยวที่เกาะ Djurgården แถวนี้มีหลายพิพิธภัณฑ์ แล้วก็สวนสนุก Tivoli Gröna Lund คะ

Nordiska museet 

จุดมุ่งหมายตอนแรก ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บของ และแสดงถึง Nordic (ซึ่งหมายถึงประเทศ Denmark, Finland, Iceland, Norway แล้วก็ Sweden) ตามชื่อนะคะ  แต่ปัจจุบันมีเฉพาะการจัดแสดงที่เกี่ยวกับของสวีเดนเท่านั้น มีการตกแต่งบ้าน แฟชั่น งานเทศกาลต่างๆ  มี  audio guide ฟรีให้บริการ

DSC04377DSC04380 DSC04378

Vasa museum

ถ้าไปดูเฉยๆก็คงจะไม่มีอะไร ก็แค่ซากเรือ แต่ถ้าได้รู้ประวัติ สัญลักษณ์ต่างๆบนเรือ มันจะสนุกมาก … เรือลำนี้ล่มหลังจากออกจากฝั่งไปเพียงร้อยกว่าเมตร และกว่าสามร้อยปีจึงจะถูกกู้ขึ้นมา …  แนะนำไกด์ทัวนะคะ ถ้าไม่อยากอ่านเอง ไกด์เล่าเรื่องได้สนุกดี

stg020 stg023

ใกล้ๆมี Aquaria vattenmuseum  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แต่ขนาดเล็กๆ เด็กๆอาจจะสนุกนะคะ แต่ผู้ใหญ่อาจจะเฉยๆ

กลับมาเที่ยวที่ Gamla stan

Nobel museum

รางวัลโนเบล ก่อตั้งโดยชาวสวีดิช  Alfred Nobel ตั้งแต่ปี 1895  โดยรางวัลนี้มีห้าสาขา Physics, Chemistry, Physiology or Medicine, Literature, และ Peace  รางวัลจะมาแจกที่เมืองนี้คะ  ยกเว้นสาขาสันติภาพจะมอบที่ Oslo  สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ได้รับรางวัลอ่านนี้นะคะ  http://www.nobelprize.org/

stg062 stg064

stg025

เต้นรำพื้นเมืองหน้าพิพิธภัณฑ์โนเบล

Royal palace

Welcome to one of the largest palaces in Europe! The Royal Palace is the official residence of His Majesty the King of Sweden, with over 600 rooms.

The Palace is open to the public and offers no less than five museums. The Palace was largely built during the eighteenth century in the Italian Baroque style, on the spot where the “Tre Kronor” castle burned down in 1697. Visit the reception rooms with splendid interiors from the eighteenth and nineteenth centuries, Rikssalen (the Hall of State) with Queen Kristina’s silver throne, and Ordenssalarna (Halls of the Orders of Chivalry). You can also see Gustav III’s Museum of Antiquities, the Tre Kronor Museum and the Treasury. The Royal Palace also contains the Armory, with royal costumes and armor, as well as coronation carriages and magnificent coaches from the Royal Stable.

ไม่เหมาะกับผู้มี ปัญหาไขข้อนะคะ พิพิธภัณฑ์จะมีอยู่ชั้นใต้ดินบ้าง เดินขึ้นชั้นบนบ้าง  การจัดแสดง ำหรับส่วนตัวคิดว่าเฉยๆ ของแสดงน้อยกว่าที่คิด และถ้าเทียบกับที่เคยไปปราสาทหลายๆที่ ก็เลยเฉยนะคะ

stg060

ถ้าใครไม่อยากเสียเงินค่าบัตรเข้าชม แนะนำ Royal Chapel, located in the opposite door to where the entrance ticket’s are bought.

The Royal Chapel is FREE OF CHARGE.

During the summer season the chapel is open to the public twice a week, allowing a viewing of the interior, architecture and art.
The chapels interior was completed in the middle of the 1700s, and includes sculptures, statues and ceiling paintings, it’s beautiful!

The Royal Chapels morning services and masses with music every Sunday is at 11:00am. During During the summer month’s, there is an organ concert every Friday at 1pm.

stg061

ทริปนี้พลาดดูการเดินขบวนเวลาเปลี่ยนทหารรักษาการคะ  ใครอยากดูเชคเวลาก่อนนะคะ และไปก่อนสักสามสิบนาทีอย่างน้อย เพราะจะมีคนรอดูเยอะมาก อาจจะมองไม่เห็นคะ

May – August: The changing of the guard and Military Band daily at 12.15 hours (Sundays and holidays at 1.15pm). In the summer season, you may even see guards on horses approaching Stockholm’s Royal Palace (especially in May)!

April, September, October: The Swedish changing of the guards can be seen Wednesdays & Saturdays at 12.15 hours, and Sundays at 1.15 pm.
Around April 30th – the King’s birthday – look for horse displays as well.

Riddarholmen Church

หลังๆเริ่มขี้เกียจเขียน ขอก๊อปมาให้อ่านนะคะ ตอนไป ข้างในกำลังปรับปรุงซ่อมแซมคะ

The Riddarholmen Church is the burial church of the Swedish monarchs. It is the second oldest church in Stockholm after S. Nikolai (also called Storkyrkan i.e. the Main Church), and the sole survivor of several medieval monastic churches, that once existed in Stockholm; it was begun around 1280 as part of the Franciscan Monastery founded ten years earlier by Magnus Ladulås (1240-90), who became king in 1275. That it was this king, who was the builder of both the church and the Monastery, is expressly stated in the Chronicles of Erik, the oldest Swedish medieval chronicles.

stg003

City hall (Stadshuset)

ต้องเข้าชมกับไกด์เท่านั้นนะคะ จะมีทัวน์ทุกชม. เพราะฉะนั้นเชคเวลาดีๆก่อนไปนะคะ จะได้ไม่ต้องรอนาน  เป็นอีกที ที่ไกด์เล่าเรื่องได้สนุกมาก ถ้าเดินเองก็คงจบภายในสิบนาที แต่ไกด์จะอธิบาย มีรายละเอียดการออกแบบน่าสนใจมาก ใช้เวลาประมาณ 45-50 นาทีต่อรอบ

สร้างเสร็จในปี 1923 แต่การออกแบบทำให้มันดูเก่ากว่าเป็นจริง

มี Virtual Tour of the Stockholm City Hall ให้ชม ก่อนไปดูของจริงคะ

stg037

stg067

ภายใน city hall ห้องนี้เรียก blue hall แต่ไม่เป็นสีน้ำเงิน เพราะคนออกแบบเปลี่ยนใจทีหลัง แต่ห้องตั้งชื่อไปแล้ว … นอกจากเป็นที่ประชุม parliament ก็จะเป็นที่จัดงานเลียงต้อนรับผู้ได้รับรางวัลโนเบลทุกปี บันไดทางเดินที่แขกจะเดินลงมาที่โต๊ะจัดเลี้ยง เขาว่าเพื่อเวลาเดินจะได้สง่า จะให้สายตามองไปที่สัญลักษณ์ north star ที่อยู่ชั้นสอง

stg068

ห้องประชุมรัฐสภา

มีผ้าม่านเก่าพื้นหนึ่งที่ถูกเปลี่ยน เพราะถูกผู้เข้าชมจับมาก เขาเลยเปลี่ยนผ้าม่านนั้นเป็นเนคไท ไว้แจกแขกกิตติมาศักษ์ city guest

stg069

เสาที่แสดงชายกับหญิง คิดว่าไหนชาย ไหนหญิง ว่ากันว่าหญิงคือที่เป็นเหลี่ยมๆ เพราะผู้หญิงมีหลายมุม

stg071

gold hall อีกห้องที่น่าสนใจ สัญลักษณ์บนกำแพง ที่มีความผิดพลาดของผู้สร้าง  อยากรู้ว่าเป็นอะไร ลองไปดูนะคะ

stg072

ภาพรวมๆของเมืองคะ

stg001 stg005

สังเกตเห็นไหมคะ มีภาษาไทยด้วย

stg006 stg008 stg042 stg044 stg045 stg049 stg059 stg066 DSC04651rez

Dalecarlian horse or Dala horse (Swedish: Dalahäst)  ม้าไม้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของสวีเดน จากเดิมที่้เป็นเพียงของเล่นที่ทำขึ้นตอนหน้าหนาว