ปฐมบท ๒๕๕๙

8:37 PM

หนึ่งปีที่ผ่านมา มีเรื่องมากมายอยากบอกเล่า แต่มานั่งนึกตรึกตรอง และคิดทบทวนระหว่างเขียนลงสมุดบันทึก เรื่องเหล่านั้น ยังไม่น่าจะบอกเล่าให้คนอื่นฟัง

เรื่องราวมักผูกพันกับบุคคล คนที่รู้จักกัน เมื่อมาอ่านก็คงคาดเดาไม่ยากว่ากำลังพูดถึงใคร   และที่กลัวคือความเข้าใจผิด ที่อาจเกิดจากการเขียนของเราที่ไม่สามารถสื่อสารได้ดีเพียงพอ หรือ นานาจิตตัง ที่ผู้อ่านอาจมีจินตนาการเกินความคาดหมายที่เราตั้งใจ

แต่หตุผลหลัก เพราะเหนื่อยจากงานมาก จนไม่มีแรงจะมานั่งเขียนอะไร เขียนเพราะอยากเขียน จะถูกจดลงสมุดบันทึก แต่งานเขียนที่จะต้องแบ่งปันคนอื่น ต้องคิดให้เยอะ สิ่งที่เขียนต้องมีประโยชน์ต่อคนอื่น ไม่ใช่เพียงอารมณ์ที่อยากระบาย เลยต้องใช้เวลากับมันมาก แต่ด้วยงานหลักที่เร่งรัด ที่ต้องเขียนรายงาน นำเสนอโครงการ บทความเพื่อให้ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ งานเขียนเล่านี้เข้ามาเป็นงานเขียนหลักที่ต้องให้ความสำคัญในชีวิตทำงาน การเขียนลงบล๊อกก็เลยหยุดไป

ปีนี้ ตั้งใจอีกครั้ง ว่าจะพยายามเขียนให้มากขึ้น อยากแบ่งปันอะไรดีที่ได้เจอ ได้เรียนรู้มาให้ ลองมาดูกันว่าจะเขียนได้มากน้อยแค่ไหน

Advertisements

Be proactive ชีวิตที่เลือก และรับผิดชอบ

7 Habits เป็นสิ่งที่เคยได้ยินมาได้นาน รู้เพียงคร่าวๆ เห็นหัวข้อภาพรวม ว่าใน 7 อุปนิสัยที่จะนำไปสู่ประสิทธิผลที่ดีคือมีอะไรบ้าง  แต่ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษมากนัก  สำหรับตัวเอง พอดู 7 อุปนิสัย (ใครไม่รู้ ลองดูวิดีโอคลิปข้างล่าง) มันก็เป็นอะไรที่เราเหมือนรู้อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้สนใจที่จะหาหนังสือมาอ่าน อีกอย่างหนังสือพวก How to ถ้าไม่ลงมือก็ไร้ค่า  แต่พอดีทางที่ทำงานเปิดหลักสูตรอบรม 7 Habits สั้นๆ สามครั้ง ไม่ได้ลังเลเลยที่จะสมัครไป  … อย่าเพิ่งสงสัย ไหนว่าไม่สนใจ แต่ทำไมถึงสมัครทันที

ความอยากรู้ ด้วยมันเป็นอะไรที่คนพูดถึงกันเยอะ ว่าดี  แล้วทำไมจะไม่ลองล่ะ มันอาจจะเป็นอะไรที่เราอยู่บ้าง (หรือเราคิดว่าเรารู้)  แต่มันน่าจะมีมุมมองอะไรใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ การที่เราจะไปตัดสินอะไร เราก็ควรรู้สิ่งนั้นให้ดีซะก่อนจริงไหม  แถมเรียนฟรี ทำไมจะไม่เรียน

วันนี้ก็จะมาเล่าให้ฟังว่าได้อะไรบ้าง (ปล. สิ่งที่เขียนบวกความคิดเห็น และความเข้าใจส่วนตัว )

ถ้าเรามองว่าคนเราประกอบด้วย บุคลิก (personal) และลักษณะ (character)

บุคลิก คือ อะไรที่เราเห็นภายนอก การแต่งตัว เปรียบเหมือนกิ่งก้านต้นของต้นไม้

ลักษณะ คือ ทัศนคติ จริยธรรม กรอบความคิดภายใน เปรียบเสมือนรากของต้นไม้

เมื่อมีพายุโหม ต้นไม้ที่ไร้รากย่อมไม่สามารถต้านทานอยู่ได้ เช่นเดียวกับ คนที่แม้ดูสง่างาม เก่งกาจ แต่ถ้าเขาขาดลักษณะที่ดี ย่อมพ่ายแพ้ต่อปัญหา

บุคลิกภายนอก เราสามารถปรับเปลี่ยนกันได้ง่าย แต่ถ้าเราจะเปลี่ยนจากภายในจะทำอย่างไร

สิ่งที่เรากระทำ มาจากความคิด และความคิดเกิดจากประสบการณ์ที่เราสะสมมา

ถ้าเราจะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่เปลี่ยนความคิด ย่อมไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ยกตัวอย่าง เช่นว่าเราจะไปพรีเซนท์เสนองาน แต่เรากับคิดในหัวว่า “เราเป็นพวกขี้แพ้ พวกนี้ไม่สนใจหรอก” มันจะส่งผลต่อพฤติกรรมในการนำเสนอ

<นอกเหนือที่เขาสอน แต่เห็นว่ามันเกี่ยว>แน่นอนว่าการเปลี่ยนทัศนะคติ กรอบความคิดเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันถึงต้องมีการฝึกฝน มันคล้ายๆกับที่พูดกัน  Fake it ’til you become it     อย่างเรื่องเดิมการนำเสนองาน เราเคยอ่านมาว่า ให้ท่องไว้ว่าเราทำได้ (จะเชื่ออย่างนั้นได้ เราก็คงต้องฝึก ต้องเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว ระดับหนึ่งละน่ะ  จะมาบอกให้ตัวเองเชื่อมั่นแต่ข้อมูลนำเสนอยังไม่เสร็จก็คงไม่ใช่) หรือการทำท่าแบบผู้ชนะ (ชูมือขึ้น แบบร้องเย้ๆ ) ความคิดแสดงออกมาทางกาย แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะสามารถเอากาย มาโน้มน้อมให้ใจเรามันดีขึ้นได้เหมือนกัน  <>

7อุปนิสัย ก็เพื่อการเปลี่ยนกรอบความคิด เพื่อเปลี่ยนลักษณะ และบุคลิก เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี และยั่งยืน

Insanity: doing the same thing over and over again and expecting different results.” – Albert Einstein

วันนี้เรียนเพียงอุปนิสัยเดียว ใน 7อุปนิสัย : Be proactive

Be proactive คือการมีแนวคิดว่า ชีวิตเรา เราก็ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น เราต้องเลือกเอง ตระหนักและรับผิดชอบกับผลที่จะเกิดตามมา

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือเลือกว่าเราจะปฏิบัติกับมันอย่างไร

เขายกตัวอย่าง Man’s Search for Meaning ชายชาวยิวที่ถูกจับอยู่ในค่ายกักกัน ในช่วงนาซี และรอดชีวิตมาได้  ระหว่างถูกกักกัน เขาได้ถูกทรมานร่างกายมากมาย เขาสังเกตว่านักโทษแต่ละคนมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ถูกกระทำนั้นอย่างไร สำหรับตัวเขาเอง เขาจิตนาการถึงตัวเองในอนาคต ที่จะเป็นอาจารย์สอนอยู่หน้าห้อง และเล่าประสบการณ์เล่านี้ให้นักศึกษาฟัง  นี่เป็นความหมายในชีวิตที่ทำให้เขาอยู่รอดผ่านมาได้

ผู้คนมากมายไม่ได้ตระหนักถึงว่าการกระทำของตัวเอง เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบที่ตนเองเลือก แต่กับกล่าวโทษคน หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง  ว่าทำให้เป็นเช่นนั้น เช่นว่า ถ้ามีคนมาขับรถปาดหน้า เราจะอาจจะขับปาดหน้ารถคันนั้นบ้าง ขับแข่งจนอาจเกิดอุบัติเหตุ ถ้าเกิดรถชน คนทั่วไปจะกล่าวโทษว่าเป็นเพราะรถคันนั้นมาปาดหน้าก่อน แต่กลับลืมไปว่าตัวเอง เลือกที่จะไปขับแบบนั้นเอง จนเกิดอุบัติเหตุ   หรือการเอาแต่บ่น หงุดหงิด มาทำงานหน้างอทั้งวัน ทั้งที่มันก็เป็นหน้าเรา ใจเราเองแท้ๆ แต่เรากลับเอาสิ่งแวดล้อมมาชี้นำ ความสุข ความทุกข์ของตัวเอง

คนที่เป็น be proactive ต้องมีสติ  เว้นช่วงเวลาที่จะให้เลือกตัดสินใจ ก่อนที่จะแสดงการกระทำออกมา  การตัดสินใจจะอยู่บนพื้นฐานเพื่อจะให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ การนึกถึงประโยชน์ต่อตนเอง และรอบข้างอย่างอย่างยั่งยืน การไม่ขัดต่อจิตสำนึก และเขาจะยอมรับผลที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าทุกการกระทำ ใช่ว่าจะได้ผลที่คาดไว้เสมอ เราต้องรู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด  แทนที่จะบ่น กล่าวโทษ

หลายคนอาจจะบอกว่าชีวิตไม่มีทางเลือก หรือก็มันต้องทำน่ะ  แต่จริงๆแล้วเขาเลือกมาแล้ว เขาเลือกที่จะไม่ทำอะไร ให้ชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วเขาก็ยังเลือกที่จะไม่คิดเปลี่ยนแปลง

ก็ลองดูน่ะ ถ้าเราว่าสิ่งที่เราทำปัจจุบัน เราไม่มีความสุข เราจะทำอย่างไรกับมัน ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่าง มันก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวเอง

ข้อแรก be proactive เป็นข้อเริ่มต้น เพื่อการเป็นอิสระจากปัจจัยภายนอก  ไว้รออบรมรอบสองต่อไปว่าจะได้อะไรบ้าง

สิ่งที่เขามาสอนมันเป็นหลักการ ไม่แปลกใจที่มันมีส่วนคล้ายกับธรรมะ แต่วิธีการอาจจะต่างกันเท่านั้นเอง

เรียนรู้การเขียนเสนอทุนโครงการวิจัย

การเรียนจบปริญญาเอกกลับมา ทำงานเป็นนักวิจัย เหมือนกลับมาเริ่มนับหนึ่งในโรงเรียนใหม่อีกที่ เพียงแต่ว่า คงจะไม่มีใครเรียกว่าโรงเรียน เท่านั้นเอง

ด้วยงานในด้านวิจัย ลักษณะงาน การเจริญก้าวหน้าทางอาชีพ ก็มีอะไรที่แตกต่างจากงานอื่นๆมาก

ตามสถานะเรายังเป็นนักวิจัยใหม่ และยังเรียกว่าเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ (โดยทั่วไป ถ้าเอาตามอายุ จะน้อยกว่า 35 ปี แต่อย่าง Thai Young Scientists Academy -TYSA  ไทยซ่า  ตั้งไว้ที่ 45 ปี) แต่จริงๆคงเรียกตามประสบการณ์ และการขอทุนก็เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง

การเขียนขอทุนวิจัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ ที่จะเขียนต่อไปเป็นสิ่งที่เราเรียน รับฟังมาจากการไปสัมมนาสองงานหลัก งานแรกคือสัมมนานักเรียนทุน (วิทยากรที่พูดเรื่องทุน คือ  ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์) กับการสัมมนาตามรอยนักวิทยาศาตร์รางวัลโนเบล (วิทยากร เรื่องการเขียนขอทุน คือ ดร.วัชระ กสิณฤกษ์) ตัวเอง ณ ขณะนี้ ไม่มีประสบการณ์ในการเขียนข้อทุนวิจัย นี่เป็นเพียงสิ่งที่เราจดจำมา ขอสรุปแต่หัวข้อที่เราจดไว้เตือนใจ

  • แหล่งทุนในประเทศ : สกว. / สวทช. / วช.
  • การเขียนข้อทุน ไม่ใช่เพียงแต่คิดว่าจะเขียนอย่างไงให้ได้ทุน แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าเราจะต้องทำงานวิจัย และส่งมอบได้สำเร็จ ตามกำหนดเวลา และนี่ก็เป็นที่อาจารย์มักแนะนำว่า ก่อนที่จะข้อทุน คือมีข้อมูลบางส่วนแล้ว มีบางอย่างในมือ ที่มั่นใจว่างานจะทำได้   เพราะถ้าอย่างทุน กำหนด 2 ปี ซึ่งต้องมีผลงานตีพิมพ์  ซึ่งถ้าคิดว่ากว่าจะได้ตีพิมพ์ 6 เดือน นั้นหมายความว่ามีเวลาทำวิจัยหนึ่งปีครึ่ง ไหนต้องคิดว่ากว่าเงินทุนจะมา การจัดการซื้อของ กว่าจะเริ่ม  เพราะฉะนั้นที่อาจารย์หลายคนพูดตรงกัน การเขียนทุนตรงนั้น ส่วนหนึ่งคือการขอทุนที่จะทำไว้เพื่อต่อโปรเจคน์ถัดไป
  • ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าได้ทุน แล้วปิดโครงการไม่ได้ตามกำหนดเวลาจะเกิดอะไรขึ้น   นักวิจัยจะถูกขึ้นบัญชีดำ คือโอกาสที่จะได้ทุนต่อไปยากขึ้น  ไม่ใช่แค่เพียงจากแหล่งทุนนั้น แต่หมายถึงทุนอื่นๆภายในประเทศด้วย เพราะ ผู้ชำนาญการที่พิจารณาให้ทุนในแต่ละสาขาวิชามีน้อย กรรมการที่พิจารณาทุน A ก็อาจเป็นคนกลุ่มเดียวกัน กับกรรมการทุน B เพราะฉะนั้น กรรมการจำได้ว่าคุณมีความสามารถยังไง การขึ้นบัญชีดำในทุน A อาจไม่ใช่ผลกระทบโดยตรง แต่มันมีผลต่อการตัดสินใจของกรรมการผู้พิจารณทุน B (และเมื่อกรรมการเป็นคนกลุ่มเดิม เขาจะมองออกว่างานวิจัยที่เราเขียนเสนอไปแต่ละครั้ง มันเติบโต มันใหม่กว่างานเดิมไหม  มีผลต่อการประเมินโครงการ)
  • แล้วนักวิจัยจบใหม่ กลับมาจะทำอย่างไร ??? อาจารย์แนะนำว่า   เริ่มจากขอทุนภายในองค์กรก่อน ที่เราเข้าใจคือ อย่างแรกคือโอกาสได้ง่ายกว่า อย่างที่สองคือ ถ้าปิดทุนไม่ทันตามกำหนดเวลา ยังส่งผลน้อยกว่าที่เราไปขอทุนภายนอก

อย่างทุนสกว. ไม่แนะนำให้ขอแต่แรก  เพราะทุนนี้จะมีการแบ่งระดับเริ่มจากประสบการณ์น้อย ไปมาก ในการขอทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ถ้าถูกขึ้นบัญชีดำแต่แรก คงแย่

–  ทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ (0.6 M)

–  ทุนนักวิจัยรุ่นกลาง (เมธีวิจัย สกว. 1.2M)

– ทุนองค์ความรู้ใหม่ (วุฒิเมธีวิจัย 2M)

– เมธีวิจัยอาวุโส (7.5M)

– ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น (9M)

  • การพิจารณาไม่ใช่เพียงความสามารถ PI : Principle Investigator แต่ขีดความสามารถของนักวิจัยที่ปรึกษาด้วย  ช่วง ห้าปีแรก ก่อนที่จะสร้างชื่อเป็นที่รู้จัก ก็พึงพิงต้นไม่ใหญ่ไปก่อน
  • จะขอทุนอะไร ศึกษาให้ดีว่าแต่ละทุนมีวัตถุประสงค์อะไร สอดคล้องกับงานวิจัยเราไหม
  • โจทย์วิจัย ต้องนำไปสู่ การตอบโจทย์ ปัญหาประเทศ / งานเป็นรูปธรรม หรือมีโอกาสที่จะนำไปปใช้ได้จริง / สร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือขัดแย้งองค์ความรู้เดิม
  • การทำ literature review มีความสำคัญมา ตอ้งบอกได้ว่างานที่จะทำมันต่างจากงานเดิมๆอย่างไร และให้ระวังเรื่องการซ้ำซ้อน อย่างถ้าคิดว่าจะมีสิทธิบัตรเกิดขึ้นจากงานวิจัยนี้ ให้สืบค้นสิทธิบัตรด้วย ถ้ามั่นใจ ในการเขียนข้อเสนอโครงการก็เขียนไปด้วยว่าได้สืบค้นสิธิบัตรแล้ว ไม่พบความซ้ำซ้อน
  • วัตถุประสงค์ ต้องบอกได้ว่าทำไมต้องทำวิจัย สำคัญอย่างไร และข้อสรุปหรือผลที่ได้มีลกระทบ หรือเอาไปใช้อะไรได้
  • ระเบียบวิธีวิจัย :: ต้องบอกได้ว่าจะใช้อะไรมาตอบโจทย์ และตอบให้ตรงวัตถุประสงค์
  • แผนการดำเนินงาน :: ให้สมจริง และทำได้  ถ้าได้ทุนแล้วแต่ต้องงบน้อยกว่า เกินที่ทำได้จริงจะลำบาก  อย่าลืมคิดค่าบริหารโครงการ

DSC_0006DSC_0009_1 DSC_0008_3 DSC_0004_1

  • การตีพิมพ์ผลงาน อย่าตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ใน Beall’s list
  • BIODATA   http://biodata.trf.or.th/   ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย

 

แนะนำอ่าน

How to apply for research funding: 10 tips for academics

http://www.theguardian.com/higher-education-network/2015/may/10/how-to-apply-for-research-funding-10-tips-for-academics

 

Thesis Defense บทเรียน และบาดแผล

ใครคิดว่าเมื่อสอบจบ คงจะมีความสุขแบบสุดๆ  เพราะเหมือนก้อนภาระที่แบกเดินทางมาไกล ถูกปลดวางลง  มันคงน่าจะโล่ง และเบา อย่างบอกไม่ถูก  ความพยายามหลายปีที่ผ่านมาก็เพื่อวันนั้น แต่เมื่อสิ่งที่คาด ไม่เป็นอย่างหวัง สงครามการป้องกันครั้งนี้ แม้จะผ่านมาได้ แต่เหลือบาดแผลที่ยังต้องมารักษาตัว

สงครามเมื่อจบลง คนคงสนใจแค่ผล ว่าใครแพ้ชนะ และร่วมเฉลิมฉลองไปกับชัยชนะที่ได้ แต่จริงๆแม้เป็นผู้ชนะก็มีบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ และยิ่งการสอบดีเฟนส์เพื่อจบการศึกษาป.เอก  เราว่าส่วนใหญ่ก็คงรู้ผลลัพธ์ว่าอย่างไงก็น่าจะผ่านอยู่แล้ว เราไม่รู้คนอื่นๆเป็นอย่างไง  แต่สำหรับตัวเองมันเป็นบทเรียนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าบอกความรู้สึกตรงๆหลังสอบ คือ ผิดหวัง แม้จะได้ยินกรรมการบอกว่าผ่านก็เถอะน่ะ  มันเป็นความผิดหวังกับตัวเอง เพราะคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้

การสอบปริญญาเอกของเยอรมันก็มีการให้เกรด ระบบเกรดของเยอรมันต่างระบบจากที่ไทยเรา และยังคะแนนย่อย เช่น 1.3 , 1.5 , 1.7

พูดง่ายๆ เราได้ B ทั้งทีหวัง A แม้ไม่ได้ A ในระดับ excellent (1) แต่ก็ควร A อย่างต่ำ (1.7)

คงคิดว่าได้แค่นี้ยังไม่พอใจอีกเหรอ ใช่ไหมล่ะ

แม้รู้ว่าคะแนนจะไม่มีผลอะไรหรอกนะ เรียนจบก็คือจบ ใครจะสนใจมาจบมาเกรดแบบไหน

เมื่อไม่เป็นอย่างหวัง มันย่อมทุกข์เป็นธรรมดา แม้จะเข้าใจ แต่ก็ใช้เวลาทำใจอยู่เหมือนกัน ไม่ได้เศร้าทุกข์ขนาดร้องไห้คร่ำครวญ ยังคงสนุกสนานไปกับปาร์ตี้หลังสอบ แต่เหมือนมันยังมีอะไรขุ่นๆมัวๆมารบกวนอยู่ เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราเรียนรู้ ที่จะเติบโตไปกับสิ่งนี้ได้

มันทำให้เราทบทวนตัวเอง คำถามที่กรรมการถามยังวนเวียนอยู่ในหัวอยู่เป็นวัน คิดว่าควรตอบแบบไหนที่ดีกว่านี้ กลับมาหาข้อมูลทำความเข้าใจ คำถามที่ได้ในวันสอบจัดเป็นคำถามที่ว่าผิดไปจากคาดมากเหมือนกัน เราแทบไม่ค่อยได้อธิบายงานที่ทำเท่าไหร่ ความรู้ทั่วไปที่คิดว่าจะถามก็ไม่มี (คงเรียกว่าเก็งข้อสอบผิด) แต่เป็นคำถาม comprehensive ทางด้านเภสัช และความคิดเห็นมากกว่า มันเป็นคำถามที่ดูว่าง่ายก็ได้ และมันอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่า ทำไมตอนนั้นเราตอบไปอย่างนั้น

แน่นอนว่าเมื่อยืนอยู่นะจุดนั้น ความตื่นเต้น ประหม่าแรงกดดันทำให้ความคิดคงไม่ได้ดีนัก เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องปรับปรุง การพรีเซนท์ให้ดี เราสามารถฝึกฝนและซ้อมจนเรามั่นใจได้ แต่การควบคุมอารมณ์เวลาตอบคำถามอาจจะต้องฝึกฝนมายาวนานกว่านั้น การไป oral presentation ตามการประชุมวิชาการต่างๆ หรือสัมมนา แม้แต่การเป็นผู้ช่วยสอนน่าจะช่วยได้มาก ตัวเองขาดการฝึกด้านนี้ ตลอดเวลาที่เรียนป.เอก มีไปพูดแค่ครั้งเดียว สัมมนาในกลุ่มอย่างมากก็สองครั้งต่อปีที่เราต้องพรีเซนท์ แล้วปกติเราก็เป็นคนที่พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว แล้วเราจะฝึกยังไงเพื่อให้ดีขึ้นกว่านี้ เราอาจจะไม่ได้อยู่ในจุดที่จะแนะนำใครได้ดีนัก แต่เรารู้ข้อด้อยของเรา และอยากบอกไว้

ชีวิตเราสั้น เราไม่สามารถลองผิดลองถูกไปได้ทุกอย่าง (ยิ่งถ้าเราอยากประสบความสำเร็จโดยเร็ว) การเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ดี

อีกอย่าง คือรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี เรื่องนี้ควบคุมยากเหมือนกัน ตัวเองไม่สบายช่วงก่อนสอบ แล้วพรีเซนท์ก็ยังเตรียมไม่เสร็จ ยิ่งกดดันตัวเอง ไม่รู้ว่าเครียดจนป่วย หรือเพราะอะไรกันแน่ วันสอบก็ยังมึนๆหน้ามืดไปเหมือนกัน

แต่ทุกอย่างก็จบไปแล้ว เราเพียงได้แต่ต้องเรียนรู้และเดินต่อไป

หนึ่งชีวิตต่างแดน เยอรมันนี …อารมณ์ ความรู้สึก หัวใจ

ความจริงเขียนเรื่องอื่นค้างไว้ แต่ยกอันนี้มาก่อน เพราะรู้สึกจะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกวันนี้  ในวันที่ร่างกายเจ็บป่วย จิตใจก็ดูหวั่นไหวง่ายกว่าปกติ

ในสายตาคนอื่น เราคงเป็นคนนิ่งมาก และดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอะไร แต่จริงๆเราก็คงเหมือนคนทั่วไป (ดูหนังซึ้งๆก็มีน้ำตาน่ะ) ความรู้สึกคงมี  แต่การแสดงออกอาจจะแตกต่าง เพราะคงด้วยประสบการณ์ การเรียนรู้ต่างๆที่มีเข้ามาในชีวิตมั้ง

การมาอยู่ต่างประเทศ ท่ามกลางผู้คนที่ต่างวัฒนธรรม ภาษา ด้วยตัวคนเดียว ในยามที่มีปัญหา จะหันไปปรึกษาใครก็คงจะยาก แม้ว่าเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้จะทำให้เหมือนเราติดต่อกับเพื่อน คนรัก ได้ตลอดเวลา แต่ความรู้สึกยามมีคนอยู่ใกล้ชิด กับห่างไกลย่อมแตกต่างกัน

 

ความเหงา  เพื่อนสนิทที่มักเข้ามาทักทาย

ความเหงาเป็นไง จะเคยรู้บ้างไหม …ความเดียวดายเป็นไง จะเคยเจอหรือยัง

เธอเคยบ้างหรือเปล่า เมื่อมองบนฟ้าไกล  มีแค่ความว่างเปล่าที่เกาะกินหัวใจ เหงาทั้งทั้งที่มีผู้คน เหงาทั้งทั้งที่มีคนมากมาย  เธอคิดว่าฉันมีความสุขใจหรือ 

ความเหงาเป็นอารมณ์ที่ทุกคนมี แต่การรับมือกับความเหงาคงแตกต่างกัน อย่างการโพสต์บนเฟสบุ๊คแล้วมีคนมาตอบ มันทำให้คนเรารู้สึกมีตัวตน และความเหงาก็คงลดลงมั้ง  บางคนเลือกที่จะจมอยู่กับความรู้สึก ทำตัวดราม่าเปิดเพลงเศร้า ให้มันสะเทือนใจไปอีก ตัวเองก็รู้สึกเหงาบ่อยๆ เราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก แต่แทนที่ไปทำตัวตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะพยายามหาอะไรทำ เพราะคนเราจะเหงา เมื่ออยู่คนเดียว และไม่รู้จะทำอะไร  หรือมีอะไรทำแต่ไม่อยากเช่น งานที่มีท่วมหัว  (แต่ถ้างานมันเป็นไฟลนก้น ความเหงาจะถูกแผดเผาไปเลย) เลือกไปทำอะไรที่ทำให้จิตใจตัวเองแจ่มใสขึ้น การออกไปเดินเล่น ถ่ายรูป เห็นอะไรที่สวยงามจะโน้มน้าวใจจากด้านมัวๆให้สว่างขึ้น

 ความเหงา กับใครสักคน  

มีหลายคนบอกว่า ถ้าเหงาทำไมไม่หาแฟน พูดง่าย แต่การหาแฟนสักคนมันยากน่ะ  (จริงไหมจ๊ะ คนโสดทุกคน) และเราก็ไม่เคยคิดจะหาใครเข้ามาในชีวิตเพราะความเหงา  การเลือกอะไรสักอย่างในตอนที่เราอ่อนแอ มักได้ของไม่ดี แฟนสักคน…คงไม่ใช่อะไรก็ได้ จริงไหม   แล้วบางที่การเหงาตอนไม่มีใคร มันทรมานใจน้อยกว่าเหงาตอนมีใคร แล้วไม่ได้รับความสนใจตามที่เราคิดอีกน่ะ

ตอนไม่มีใคร เรารู้แน่ว่าจะเหงา แต่ตอนมีแฟน เราไม่รู้ว่าจะมีทุกข์อะไรบ้างที่จะตามเข้ามา

เราเคยอ่านที่ดังตฤณพูดไว้ประมาณนี้แหละ

เราไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะไม่หวั่นไหว (ต่อให้ให้เป็นอิฐปูนโดนความร้อน มันก็ร้อนนะ)  ความรู้สึกวาบหวาม ถูกใจ ชอบใจอย่างชายหญิงมันก็มี แต่มันก็มีสมองที่จะควบคุม แทนที่จะปล่อยไปตามอารมณ์เสียทั้งหมด  ยิ่งรู้ว่าเรามาที่นี่เพื่อเรียน อย่างมากก็อยู่สี่ปี   สุดท้ายก็ต้องจากลา  เก็บความรู้สึกดีๆ ด้วยคำว่าเพื่อนมันดีกว่าจากและจบกันด้วยคำว่า เลิก และกลายเป็นเพียงคนที่เคยรู้จัก ที่เรียกว่าแฟนจริงไหม  อยากน้อยเวลาเราย้อนนึกถึงมันก็ยังสุขใจ    ยิ่งกว่านี้เราก็คิดว่าอย่าทำให้ใครเสียเวลาเลย    เราว่าการจากลากับคนที่เรามีความผูกพัน มันยากที่จะรับมือยิ่งกว่าความเหงาอีกน่ะ   พูดไปงั้นแหละ จริงๆไม่เห็นจะมีใครเข้ามาเลย

 

ไม่ใช่แค่ความเหงา เบื่อ ท้อแท้ เหนื่อย(ใจ) และอีกหลากอารมณ์โดยเฉพาะผู้หญิง ที่เหมือนเปลี่ยนแปลงทั้งวัน  และยากแก่การคาดคะเนยิ่งการดัชนีหุ้น   เราว่าการรับมือไม่ว่าอารมณ์ไหนก็คงคล้ายๆกัน คือต้องรู้จักฝึกสติ   เมื่อมีอารมณ์เหล่านั้น แล้วรู้ตัวให้ทัน   แต่เราอาจจะยังมีจิตใจไม่เข็มแข็งพอ รู้ว่าเศร้า รู้ว่าเหงา แต่ไม่รู้จะออกจากอารมณ์นั้นอย่างไง   บางคนอาจจะโทรหาเพื่อน พูดคุยคงช่วยคลายใจได้ แต่ถ้าเราต้องอยู่คนเดียวกับอีกซีกโลก จะโทรไปหาเพื่อนที่ไทยก็อาจเป็นเวลานอนของเพื่อนอยู่ บางทีเพื่อนไม่รับสายก็ยิ่งหงุดหงิดไปอีก ยิ่งเป็นแฟนไม่ต้องพูด จากเหงาเริ่มกลายเป็นคิดฟุ้งซ่านกลัวเขาจะไปมีคนอื่น

 

ทำยังไงเราจะอยู่คนเดียวได้ ในเวลาแบบนี้ 

การจัดการอารมณ์เรา ยังไม่ได้ดี แต่ก็พยายามปรับปรุง  ไม่อยากจะแก่กะโหลกกะลา

1535716_661265833912577_183117342_n แผนรับมือ

เหมือนกับนักกีฬาพวกยูโด ที่ต้องฝึกล้มล่ะมั้ง นอกจากเขาจะฝึกทุ่มคู่ต่อสู้ การล้มให้ถูกท่านี่ดูเหมือนจะเป็นพื้นฐานแรกที่ต้องทำให้เป็น (ตามความเข้าใจการ์ตูนที่อ่านมา)  อารมณ์คงเหมือนคู่ต่อสู่ ถ้าเราเก่งพอก็ทุ่มกลับไปได้ แต่ถ้าไม่  ก็ต้องรู้จักล้มยังไงไม่ให้เจ็บตัว

สำหรับตัวเอง   เราว่าธรรมะมีส่วนช่วยกับเรามาก ก่อนที่จะบอกว่า ธรรมะช่วยเราอย่างไงนะเหรอ มาพูดไปแนววิทยาศาสตร์สักหน่อย สมองคนเรามี mirror neuron  ซึ่ง คนเรามักมีการตอบสนองตามสิ่งที่เราเคยเรียนรู้ หรือสะสมมา แม้เราจะไม่รู้ตัวก็ตามที  เคยสงสัยไหม ว่าทำไหมบางที เราถึงตัดสินใจทำอะไรไปในตอนนั้น ทั้งๆที่เราไม่รู้ตัว  ดูอย่างเด็กๆ ที่มักทำพฤติกรรมเลียนแบบ  ต่อให้โตเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ถ้าไม่มีสติ (ซึ่งปกติเราก็ไม่ค่อยมี ว่าไหม )

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกันอย่างไง

เวลาว่างส่วนหนึ่งนอกจากกิจกรรมบรรเทิงต่างๆ เรามัก ฟัง อ่านธรรมะบ้าง (เดี๋ยวนี้เวปที่ว่าธรรมะมีเยอะมาก เลือกฟัง และศึกษาอย่างใช้ปัญญาด้วยนะ)  มันเหมือนกับการบันทึกข้อมูลดีๆ เข้าไปในเมมอรี่เราบ้าง เวลาเราเจอปัญหา หรือท้อแท้ เศร้า เหงา อะไรก็ตาม มันคล้ายกับว่ามันจะมีเสียงในหัวขึ้นมาเตือนใจ  เหมือนพยายามสร้างระบบอัตโนมัติเมื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน  ใครไม่ชอบอ่านธรรมะก็ลองอ่านหนังสือ ข้อความ ที่มันจรรโลงใจ ให้กำลังใจ เลือกเพลงที่มีสาระดีๆบ้าง (เราว่าทุกคนน่าจะเคยเป็น ที่อยู่ดีๆ ก็มีเพลงที่แม้ไม่ได้ฟังมานาน เข้ามาในหัว)

สร้างภูมิต้านทานให้ชีวิตบ้าง  ไม่ใช่เฉพาะตอนที่มีปัญหา แต่เป็นการย้ำกับตัวเอง และเตือนตัวเองให้รู้จักมีสติในตลอดเวลา ฝึกรู้ทันใจมันบ่อยๆ  เวลาเราพูดกับคนอื่นว่า  “ช่างมันเถอะ”  “ไม่เป็นไร” มันง่ายน่ะ แต่พอเจอเรื่องกับตัวเอง ทำได้ไหมล่ะ    ปากก็ว่าไม่เป็นไร แต่ใจมันเป็นน่ะ ว่าไหมล่ะ

ตอนนี้เราก็ยังเป็นคนที่อ่อนแอ ยังร้องไห้เศร้า ท้อแท้เหนื่อยใจ ( ก็คนธรรมดานี่น่ะ ไม่ใช่พระอรหันต์ตรัสรู้ที่จะดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์โดยสิ้นเชิง )  แต่ก็จะเลือกอ่อนแอ แต่พองาม และเลือกที่จะเข้มแข็งขึ้น

เราเคยบอกน้องคนหนึ่งว่า คนเราก็รู้น่ะ แต่ก็อยากทำตัวดราม่าบ้างบางที    เป็นไหมล่ะ   อย่างอยู่คนเดียวเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอกน่ะ เห็นพระอาทิตย์ตก เริ่มบิ้วอารมณ์ตัวเองแหละ เหงา เริ่มคิดนู้น คิดนี้ เรื่องเก่าก็ขุดขึ้นมา พ้อ ร้องไห้ซะอย่างนั้น   ทั้งๆที่ก็น่าจะรู้น่ะว่าทำไปก็ไม่ได้อะไร  แต่อยากเป็นนางเอกแบบในหนังบ้างมั้ง   อารมณ์แบบนี้เห็นได้บ่อยๆตามโพสต์  ไม่ต้องไปทำอะไรหรอกน่ะ เดี๋ยวก็สั่งคัทตัวเอง เปลี่ยนบทเล่นใหม่  (แต่ถ้าโพสต์ แล้วได้รับความสนใจ  เดี๋ยวอีกไม่นานคุณจะได้รับชมฉากแบบนี้ซ้ำ   หรือเอากลับมารีรัน ว่าไหม)

อ่อนแอ แต่พองาม คือ ไม่ใช่ว่าเศร้า ท้อแท้แล้วจะมาร้องไห้ คร่ำครวญรอใครสักคนมาโอบกอดฉุดมือดึงขึ้นมาอะไรอย่างนั้น  ต้องแบบฉากเศร้า น้ำตานองหน้า แต่ปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้กับเองได้  ลุกด้วยตัวเองได้

ธรรมะสอนอะไรเรานะเหรอ

ถ้าเปรียบอารมณ์ เป็นกองไฟ เราก็รู้ตัวว่าจะไม่ใส่ฟืนเพิ่มไฟให้มันลุกขึ้นอีก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องรอให้มันมอดเหมือนกัน

อย่างเวลา เรารู้สึกเศร้า แล้วออกไปดูหนัง ช้อปปิ้ง ก็คล้ายกัน  เพราะจิตคนเรารับรู้ได้ทีละอย่าง เมื่อเราเอาจิตไปเกาะกับสิ่งอื่น ก็เหมือนเราไม่เติมฟืนไปเดี๋ยวมันก็มอด  บางทีใกล้มอด เรายังไปไปเอาเชื้อมาก่ออีกก็มี อย่างพอช้อปปิ้งเสร็จ เดี๋ยวก็คิดเศร้าอีกได้ หรือช้อปจนตังหมด ทุกข์อย่างอื่นแทนเข้ามาอีก

แต่ทางพุทธศานา สอนว่าแทนที่เราจะเอาจิตไปเกาะกับสิ่งภายนอก ไปพึ่งสิ่งอื่น  ให้มาอยู่ภายในตัวเอง พึ่งตนเอง  อย่างการรับรู้กาย เหมือนที่เขาดูลมหายใจ รับรู้สัมผัส สิ่งที่มากระทบหรือดูอารมณ์ ดูจิต  พิจารณาเป็นสิ่งเกิด ดับ ไม่เที่ยง หรือพิจารณาว่าไม่ใช่ตัวตน   อะไรประมาณนั้น    จำได้ไหม เวลาโกรธ ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ นี่ก็หลักการเดียวกัน    เราก็ยังไม่เข้าใจลึกซึ้งมาก แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ยังดีกว่า ปล่อยใจให้คิดแล้วทุกข์ หรือนั่งเหม่อเป็นวัวควายเคี้ยวเอื้องเป็นชั่วโมงๆ

เราว่าพระพุทธศานาสอนกลยุทธ วิธีการไว้มากมายเลย  แต่คนที่ไม่เคยฝึก ใช่ว่าจะใช้ได้ใช่ไหม (อ่าว เขียนมาตั้งยาว) ฝึกมาบ้าง ยังเอาไม่อยู่เลย

อย่างพอเหงา เศร้าขึ้นมา บอกให้มาอยู่กับลมหายใจ เข้า-ออก ใครจะทำจริงไหม  มันไม่ใชสิ่งที่จิตชอบ   แต่บอกว่าเหงาแล้วไปหาอะไรอร่อยๆกินดีกว่า   แค่คิดใจก็กระโดดไปอาหารจานโปรด เหมือนมาอยู่ตรงหน้าแล้ว  ลืมเหงาไปชั่วขณะทันที   หรือพอเห็นป้ายลดราคา 50% อะไรอย่างนั้น   เมื่อจิตใจมันอาจจะไม่แข็งแรงพอ ก็ต้องรู้จักฉลาดที่จะหาอะไรทำ   ทำไปแล้วเดือดร้อนไหม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร เรื่องอย่างนี้คงต้องฝึกกันบ่อยๆ ถ้าตอนอารมณ์เล็กๆน้อยๆยังจัดการไม่ได้ พอก่อตัวเป็นพายุไม่ต้องพูดกัน  ทางที่ดีอย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง มีเวลามาฟุ้งซ่านมากนัก รู้จักเลือกเสพข้อมูลข่าวสารบ้าง    ฝึกที่จะอยู่กับตัวเองบ้างน่าจะดี

ถ้าท้อแท้ หรือเหนื่อย พักก่อนก็ได้ ฝืนไปก็ไม่ได้ประโยชน์ นึกถึงเป้าหมาย แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นทางที่จะเดิน หรือมันจะรกจนไม่น่าเดิน   แต่ถ้าเราไม่เดิน ยังไงก็ไม่มีทางถึงเป้าหมายจริงไหม  ใครจะรู้ว่าเราเดินมาใกล้ถึงจุดหมายแค่ไหนแล้ว
ชีวิตต่างแดน เราอาจจะดูเหมือนอยู่คนเดียว แต่ไม่เดียวดายหรอกน่ะ เราเชื่อว่าทุกคนต่างมีคนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน หรือคนรักก็ตาม  คนที่พร้อมจะเป็นกำลังใจให้เราเสมอ  นึกถึงเพลงดอกหญ้าในป่าปูน  นอกจากที่เราจะทำอะไรเพื่อตนเอง คิดถึงว่าจะทำให้คนที่เรารักภูมิใจ มันจะมีแรงที่ทำให้เราฝ่าฝันปัญหาไปได้

….

น่าอ่านน่ะ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=459752827494295&id=182989118504002&substory_index=0

 

Marburg

Marburg เป็นที่นักท่องเที่ยวชอบเมืองหนึ่ง เพราะมีสีสันของเมืองเก่า Marburg เป็นเมืองแห่งปราสาทและบ้านสไตล์ Gothic/Renaissance บนเนินเขา  เป็นหนึ่งในเมืองตามเส้นทางท่องเที่ยวเทพนิยายของสองพี่น้องตระกูลกริมม์   แต่ที่สำคัญของเมืองนี้คือเป็นเป็นเมืองของการศึกษา  เพราะหนึ่งในสี่ของคนที่อยู่ที่นี่เป็นนักเรียน

Philipps-Universität Marburg เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมัน ซึ่งถูกก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 1527 โดย Landgrave Philipp (ตอนนั้นเขามีอายุ 23 ปีเอง)  เป็นมหาวิทยาลัยคริสต์โปรเทสแตนท์แห่งที่สอง (ที่แรกมีในช่วงปี 1526-1530 ที่ Liegnitz, Silesia)  ม.นี่สร้างชื่อ และมีคนสำคัญหลายคนมาก คนหนึ่งที่อยากกล่าวถึงคือ Emil von Behring ซึ่งเป็นคนที่ได้รับรางวัลโนเบลคนแรกด้านการแพทย์ก็เป็นอาจารย์สอนที่นี่  สองพี่น้องตระกูลกริมม์ หรือนักเคมี Otto Hahn ก็เป็นในผู้ได้รับรางวัลโนเบล

Jacob Grimm: “In Marburg, one must move one’s legs, and climb upstairs and downstairs!”

 ‘I believe there are more steps in the streets than in the houses.’

Traces of the Brothers Grimm in Marburg สนใจคลิกดูนะ

Marburg เป็นเมืองหนึ่งรัฐ Hesse และเป็นเป็นเมืองหลักในเขต Marburg-Biedenkopf แม่น้ำหลักของเมืองคือ Lahn เพราะอย่างงั้นสถานีรถไฟหลักที่นี่คือ Marburg (Lahn)  เขตเมืองเก่า (old town) ที่เที่ยวหลักของนักท่องเที่ยว ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า ‘Oberstadt’ (Upper Town) เพราะมีบ้านไม้ซุง (half-timber houses) ,  โบสถ์ Elisabeth church  , Landgrave Castle

คนที่สนใจต้นไม้ หรืออยากจะพักผ่อนก็ต้อง Botanical Garden   แต่ถ้าใครชอบเรื่องระบบสุริยะ ก็ดูตามนี้

ในทุกปี อาทิตย์ที่สองของเดือนกรกฎาคม จะมีงานเฟสติเวลใหญ่ของเมืองที่เรียกว่า 3 days Marburg
ที่เที่ยวสำคัญสองแห่ง โบสถ์และปราสาทจะเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่ง Elizabeth

Elizabeth เป็นลูกสาวของกษัตริย์ฮังการี ซึ่งถูกส่งมาแต่งงานกับกษัตริย์ Thuringian Landgrave Ludwig IV เมื่อกษัตริย์องค์นี้ตาย อลิซาเบธก็เลยย้ายและหนีมาที่ Marburg  อลิซาเบธเลยได้ใช้ชีวิตอย่างที่เธออยากเป็นคือการช่วยเหลือคนยากไร้และเจ็บป่วย เพราะอย่างนั้นเธอจึงถูกเรียกเป็น saint คนหนึ่งหลังจากตาย ศพของอลิซาเบธเคยถูกฝังที่โบสถ์นี้ แต่พอช่วยหลังที่ ปฏิวัติของโปรเทสแทนต์ Protestant Reformation ร่างของ saint จะถูกเอาออกและปลี่ยนเป็นแท่นบูชาทองแทน (golden shrine)     [Protestants จะไม่ชอบกระดูกที่เก็บไว้ เพราะทางคาทอลิกเชื่อว่ากระดูกจากเหล่าเซนท์จะมีพลังวิเศษ แต่ทางโปรเทสเทนท์ไม่เชื่อเช่นนั้น ]

จากที่เธอมาอยู่เมืองนี้ เมืองนี้ก็เลยเป็นที่อยู่ใหม่ของรัชทายาท ราชวงศ์ Landgrave จากป้อมปราการก็ขยายเป็นปราสาทอย่างที่เห็น

Elizabeth church ‘It is one of the earliest purely Gothic churches in German-speaking areas, and is held to be a model for the architecture of Cologne Cathedral. It is built from sandstone in a cruciform layout. The nave and its flanking aisles have a vaulted ceiling more than 20 m (66 ft) high. The crossing is separated from the nave by a stone rood screen as, in earlier times, the front part of the church had been reserved for the knights of the Order. [wiki]

 

rez029_Fotor rez066 rez081_Fotor rez103 rez171_Fotorrez124_Fotor

 

 

ที่น่าสนใจคือบ้านส่วนใหญ่ที่นี่จะมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และมีแผนจะบังคับให้ทุกบ้านต้องมี โดยเฉพาะบ้านหรืออาคารที่สร้างใหม่ หรือปรับปรุง  อย่างน้อย 20% ของพลังงานที่จะใช้ต้องมาจากพลังงานแสงอาทิตย์

Source :