Budapest

เริ่มทริปสิ้นปีกับ Budapest เมืองหลวงของฮังการี  เป็นเมืองที่รวมเอาสองเมือง Buda + Pest มาไว้ด้วยกันโดยมีแม่น้ำ Danube กั้น  นอกจากความสวยงามของเมือง ที่เคยได้อ่านมาว่าสวยนักหนา แต่พอได้มาถึงเมืองนี้ยังดูสะอาดกว่าเมืองใหญ่ๆหลายเมืองที่เคยไปเที่ยวมา ผู้คนทั่วไปอาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้นัก แต่ก็พยายามช่วย เหลือเมื่อถามทาง   มีบ้างที่ไปเจอกับการบริการของ information center กับที่สนามบินที่ดูไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการท่องเทียวเสียไป  (เขาคงทำงานมาทั้งวันจนเหนื่อยกระมัง)   แถมมาในช่วง 20-23 ธค. เลยมีตลาดคริสมาสตร์  ร้านค้า และอาหารให้อิ่มหนำสำราญ ไปกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

DSC00270_small

DSC00984_small

DSC00995_small

มาถึงบูดาเปสท์ อย่างแรกที่ชอบคือแผนที่ ที่ตั้งแจกในสนามบิน  แม้เป็นแผนที่ร้านค้า แต่ก็มีที่เที่ยวอยู่  ที่ชอบก็เพราะเป็นแผนที่ที่ละเอียดมาก มีชื่อถนนเล็กๆน้อยๆด้วย  มีสายรถ ทำให้หาได้ง่ายมาก    แม้ว่าบูดาเปสท์จะเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เมืองหนึ่งของยูโรป แต่ที่เที่ยวหลักๆ ก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมาก เลยทำให้เขาทำแผนที่ใส่รายละเอีดได้มั้ง  สามารถเดินเที่ยวได้ทั่วเมือง แต่บางสถานที่เลือกใช้รถจะประหยัดเวลา และไม่เหนื่อยจนเกินไป  การเดินทางที่นี่ก็คล้ายยุโรปทั่วไป ต่างที่ถ้าเป็น Metro หรือรถใต้ดิน จะมีพนักงานตรวจตั๋วก่อนเข้าสถานี  และทุกครั้งที่เปลี่ยนสายรถ (ยกเว้นที่สถานีหลัก ที่เป็นจุดต่อของทุกสายที่เดียว  แผนที่ http://www.budapestinfo.org/budapest_metro_map.html) หรือเปลี่ยนจาก metro ไปรถราง ก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ เพราะฉะนั้นการซื้อตั๋ววัน (24 hr นับตามเวลา)  หรือตั๋วกลุ่มอาจจะคุ้มค่ากว่า     ตั๋วอีกแบบที่ใช้เดินทางได้ด้วยก็คือ Budapest pass ซึ่งๆอาจไม่คุ้มค่า ถ้าไม่ใช่คนที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งจริงๆ      จากสนามบินเข้าตั๋วเมืองจะต้องใช้ตั๋วเดี๋ยวสองใบ  ซึ่งซื้อได้ที่ร้านขายหนังสือในสนามบิน ที่สนามบินไม่มีตั๋ววันขาย  แต่ถ้าเข้ามาในเมืองแล้วจะซื้อตั๋วไปสนามบิน จะมีบูทเล็กๆที่สถานีขาย บอกเขาว่าตั๋วไปสนามบิน จะได้ราคาตั๋วถูกกว่านิดหน่อย ราคาปี 2013 http://www.bkk.hu/en/2013/01/tickets-and-passes-available-in-2013/

ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของเมืองนี้จัดว่าถูก และคุ้มค่ามาก เราเลือกพักอพาร์ทเมนท์ Febert Apartman  3 คืน เสียไป  72 ยูโร  แม้ห้องจะเก่าดูโบราณไป แต่ด้วยอพาร์ทเมนท์ที่กว้างขวาง พักกันได้ทั้งครอบครัว  (แต่เราพักกันแค่สองคน)  มีอุปกรณ์ครัวให้ มีไมโครเวฟ ตุ้เย็น ที่สำคัญของเรา คือ มี wifi    แต่ถ้าใครมาเที่ยวพักแค่วันเดียวโรงแรมอาจจะสะดวกกว่า

เรื่องเที่ยวหาอ่านได้ สำหรับข้อมูลเที่ยว ประวัติความสำคัญของแต่ละที่ ดูได้จาก

http://gotohungary.com/history

http://www.budapest.com/city_guide/attractions/world_heritage_sites.en.html

แต่มีจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจมาแนะนำ

  1. the Castle of Buda
  2. Fisherman’s Bastion

จุดหนึ่งกับสองเดินถึงกันได้   นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ถ้าเดินมาทาง Chain bride ถ้าไม่อยากเดินขึ้นเขาไปเอง ก็จะเลือกนั่ง The Budapest Castle Hill Funicular or Budavári Sikló ซึ่งราคาก็แพงอยู่  ในเมื่อเรามีตั๋ววัน เราเลือกไปลง Metro Szell Kalman ter แล้วนั่งรถสาย 16 ส่งตรงถึงท่องเที่ยวได้อย่างดี

เอารูปมุมกว้างๆมาให้ดู จะได้รู้

DSC00439_small

DSC00594_small

DSC01108_small

3.  Statue of Liberty in Budapest  อันนี้เดินขึ้น ทางชันนิดหน่อยและสูงพอควร แต่วิวจากข้างบนคุ้มค่ามาก

DSC00678_small

4. บนยอดโบสถ์ St. Stephen’s Basilica

DSC00888_small

จุดที่ไม่น่าพลาด น่าจะเป็นตลาด Market Hall ที่เต็มไปด้วยของกิน และของที่ระลึก

DSC01129_small

 

Advertisements

Kassel

มาพูดถึงสถานีรถไฟก่อนดีกว่า เพระที่นี่มีสองสถานี Kassel Hbf กับ Kassel-Wilhelmshöhe  ปกติเวลาไปเที่ยวไหนก็จะลง Hbf แต่มานี่ส่วนใหญ่จะลงที่ Kassel-Wilhelmshöhe  เพราะเป็นสถานีหลักที่ต่อรถไฟความเร็วสูงเส้น Hannover-Wurzburg  แต่การติดต่อของสองสถานีก็มีแทรมไปมาได้สะดวก   Kassel-Wilhelmshöhe จะอยู่ใกล้ที่เที่ยวปราสาท และ Hercules แต่ถ้าเป็น Hbf ก็จะเป็นเขตเมือง

Kassel เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขต Hessen ตอนเหนือ (Nordhessen) ติดกับแม่น้ำ Fulda ที่เป็นหนึ่งในแม่น้ำหลักก่อนที่จะเป็น weser  ถ้าใครได้ไปต่อรถที่นี่บ่อยๆจะรู้สึกได้ว่าเมืองนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเทพนิยายแน่ๆ และคงต้องมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเยอะมาก เพราะแค่มองผ่านโบรชัวน์ก็จะเห็นทั้งตัวการ์ตูน และภาษาญี่ปุ่น  เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของเส้นทาง Fairy tale route  สองพี่น้องกริมม์เคยอยู่ และเมืองนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์พี่น้องกริมม์ที่เมืองนี้ด้วย ( Brüder Grimm Museum)  เกี่ยวกับประวัติของพี่น้องนี้ดูได้ที่นี่  ปีนี่ 2013 ที่พิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการเกี่ยวกับน้องชายของเขาด้วย  เวลาพูดถึงพี่น้องกริมม์  Wilhelm & Jacob Grimm แต่จริงเขามีพี่น้องอีก น้องชายเขา Ludwig Emil Grimm เป็นนักวาดรูป (ถ้าตามที่อ่านจากพิพิธภัณฑ์ ผลงานของเขาไม่โดดเด่นเท่าไหร่ เพราะไม่สะท้านยุคสมัย หรือมีความงามเป็นพิเศษ แต่ภาพเขาก็จะมีภาพของเมือง Kassel เป็น background ก็เลยพอบอกเล่าเรื่องราวได้) อีกเวปหนึ่งที่ใครอยากอ่านเทพนิยายลองดูที่นี่

ที่ดังนอกจากพี่น้องกริมม์ คือเขาว่าเมืองนี้เป็นศูนย์กลางศิลปะสมัยใหม่ (contemporary art) ของโลก แต่เรื่องงานศิลป์ไม่ใช่แนวที่สนใจเลยไม่ได้หาอ่านต่อ

ที่เที่ยวของเมืองที่เป็นจุดขายคือ Bergpark Wilhelmshöhe กับรูปปั้น Hercules ซึ่งเป็น Europe’s largest hillside park และก็เป็น UNESCO World heritage ด้วย  ใครที่จะมาเที่ยวที่นี่อาจต้องฟิตร่างกายสักหน่อย เพราะต้องเดินขึ้นทางชัน และบันไดหลายขั้นทีเดียว  การมาเที่ยวที่นี่ จะมีรถบัสสาย 23 มาได้ถึงจุดหนึ่ง (ต่อจากสุดสาย แทรม #1  )  แต่ถ้าใครมีเวลา และอยากสัมผัสธรรมชาติเดินสวนแบบอังกฤษ และสไตลย์ Barouque ซึ่งใหญ่มาก ลองเดินเล่นดู  อีกเส้นทางที่ไปได้ ที่เราไปคือแทรม#3 ลงที่ Brabanterstr. แล้วก็เดินเส้น Kurhausstr. มาไม่ไกลก็เข้าสวนแล้ว ก็จะเจอกับเก๋งจีน แล้วก็เห็นปราสาทอยู่ไกลๆ แนะนำให้เดินเลาะสระ ทางเดินสวยดี แม้วันที่ไปฝนจะตกโปรยปราย และต้นไม้ก็เริ่มล่วงแล้วยังสวยขนาดนี้ ถ้าวันอากาศดีคงน่ารื่นรมย์

rez003      พิพิธภัณฑ์พี่น้องกริมม์ แถวนี้ไม่มีสะพานลอยนะ และไม่มีสัญญาณไฟให้ข้ามถนนด้วย  แต่มีทางลอดข้างใต้ถนน จะเห็นทางเข้าเป็นเหมือนทางลาดลงไปจอดรถ แต่จะมีสัญลักษ์รูปคน ใครเพิ่งไปอาจจะงง ว่าจะข้ามไปยังไง  ราคาค่าเข้า 3 euro

rez016

“The Baroque grounds with the striking palace, the Hercules Monument and the 250 metre long cascade were created at the beginning of the 18th century. After the Seven Year’s War, the grounds were then redesigned into a landscape park. An expansive, idealised natural landscape with waterfalls, aqueduct and fountain integrating the natural surroundings were created around the cascade axis.
The landscape garden that stretches along the slope of the Habichtswald is the largest mountain park in Europe and represents a unique cultural heritage site. Until 1866, the palace and palace park served as the summer residence of the landgraves and prince electors of Hesse-Cassel and later the Prussian kings and German emperors. Today, this one-of-a-kind park attracts more than two million visitors from around the world every year. Apart from Cassel’s landmark–the Hercules–the Waterfeatures flow through 12 kilometres of waterways, several ponds and waterfalls and then culminate in the stunning fountain over Palace Wilhelmshöhe. The entire Bergpark grounds with the Hercules and the Baroque axis extending across the cascades, the Bergpark and far down into the city are unique in the world”.  from http://www.museum-kassel.de/en/index_navi.php?parent=9517

rez024

rez040

เส้นทางที่ต้องเดิน เพื่อมารูปปั้น Hercules

rez036

Hercules Monument
“Landgrave Carl of Hesse-Cassel had the Italian architect Giovanni Francesco Guerniero erect the Octagon (‘Colossal Palace’) from 1700 to 1717 with the figure of Hercules as the crowning conclusion to the 1.5 kilometre long cascade complex. The octagonal substructure thrusts a steep pyramid crowned with an 8.20 meters high statue of Hercules into the sky. The work of the Augsburg gold smith Johann Jakob Anthoni is a replica of the antique Hercules Farnese. A staircase leads up to a visitor platform 28.5 m above the ground that offers a spectacular view of the entire Baroque park grounds and the City of Kassel ” From : http://www.museum-kassel.de/en/index_navi.php?parent=9545

 

 

 

 

 

grim

source

http://www.germany.travel/en/towns-cities-culture/towns-cities/kassel.html

เกร็ดเที่ยว Oxford

เมื่อพูดถึงOxford จะคิดถึงอะไรบ้าง

– Oxford English Dictionary ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1858

– Colleges  แต่ละ college ก็จะบริหารกันเอง  เริ่มมาตั้งแต่ศต.ที่ 13  แล้ว  college ก็มารวมกันเป็นมหาวิทยาลัย ดังนั้นคนที่เรียน U of Oxford จะมีสังกัด  college การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จะผ่านการคัดโดย college ซึ่งความยากง่ายในการเข้าก็อาจจะต่างกัน อย่าง  St John’s college (http://www.sjc.ox.ac.uk/)  ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่ง  คนที่ศิษย์เก่าที่นี่ก็อย่าง  Tony Blair อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ของไทยก็มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช  การสอบเข้าที่นี่ก็จะแข่งขันสูง  คิดง่ายๆแบบบ้านเราก็เหมือนเอนทรานซ์แบบเก่า คืออาจจะเรียนคณะเดียวกัน แต่เราก็เลือกที่จะสมัครมหาวิทยาลัยอื่นที่คะแนนเราคิดว่าเราจะเข้าได้  college

เทียบว่า U of Oxford เป็น Hogwarts school , collegeก็เหมือนบ้านต่างๆอย่าง Gryffindor,  Slytherin, Ravenclaw and Hufflepuff ในเรื่อง Harry Potter.

เท่าที่จำได้ตามน้องที่เรียนเล่าให้ฟัง คนสมัครจะสมัครได้แค่สอง college แล้วก็มีเงื่อนไขอีก เช่นอาจจะสอบไม่ได้ของ  college แรกแต่เขาอาจจะเห็นว่าเรามีความสามารถพอของอีก college หนึ่งก็จะส่งตัวไปให้    (ขนาดมหาวิทยาลัยเดียวกันนะ แค่ต่างcolledge ยังต่างกัน แม้เรียนคณะเดียวกันแต่ต่าง  คนสอน ติวเตอร์ สภาพแวดล้อม)  อีกอย่างคนที่เลือกสมัคร Oxford ไม่สามารถสมัคร Cambridge ได้

Oxford เป็นเมืองแห่ง Colleges เพราะฉะนั้นตึกอาคารที่เห็นก็มักเป็น college เหล่านี้ ลักษณะ Colleges ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยอาคารที่คล้ายๆกัน คือมี quadrangles (พื้นที่เปิดโล่งรูปสี่เหลี่ยม ที่รอบๆก็คืออาคาร) , gatehouses (อาคารหน้า ทางเข้าหลัก ที่มักมีประตูไม้หนาๆ เพราะแต่เดิมเป็นเพื่อป้องกันข้าศึก  และก็ห้องด้านบนอาคารเพื่อคอยสังเกตการณ์) , garden (พูดถึงอังกฤษ ก็ต้องสวน) , chapel (อาจจะไม่ถึงกับเป็นโบสถ์ แต่เป็นสถานที่เพื่อสวดขอพรของศาสนาคริสต์ ถ้าเทียบก็เหมือนกับหอสวดมนต์)

small008

เมื่อไปถึง Oxford อีกอย่างที่จะเห็นคือรูปภาพเกี่ยวกับเรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland

เรื่องราวเริ่มจาก Charles Dodgson ซึ่งเป็นนร.ที่ Christ Church ด้านคณิตศาสตร์ ต่อมาเขาก็เป็นอาจารย์ที่นี่ ในช่วงที่เขาเรียน และเตรียมเรื่องเพื่อเขียนนสพ.นักศึกษา เขาได้พบกับลูกของอธิการ Harry, Alice, Lorina and Edith ต่อมาเด็กก็ชอบมาเล่นกับเขา แล้วให้เขาเล่าเรื่องให้ฟัง Dodgson ก็เลยเล่าเรื่องโดยใช้บรรยากาศรอบๆ สิ่งที่เด็กๆคุ้นเคย อย่าง Christ Church มาเป็นสถานที่ในเรื่อง ใน Oxford ก็เลยมีสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ (http://www.chch.ox.ac.uk/visiting/alice)

 

การเที่ยวในเมือง แค่เดินก็น่าจะได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องขึ้นรถ แต่ถ้าใครจะมาเที่ยวหลายวัน หรือประชุม มีที่พักห่างเมืองไปสักหน่อย แล้วต้องใช้รถบัส ที่อยากบอกไว้คือที่เมือนี้รถบัสมีหลายบริษัท หลักๆคือ  Oxford Bus Company and Stagecoach Oxfordshire ถ้าเราซื้อตั๋วของบริษัทไหนก็ต้องขึ้นของบริษัทนั้น ตั๋วเที่ยวเดียวก็ไม่เป็นไร อย่างไงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าอย่างตั๋ววัน ตั๋วสัปดาห์ ก็ดูสักหน่อย  จริงๆเส้นทางวิ่งหลักๆก็คล้ายกัน   (http://www.oxford.gov.uk/PageRender/decTS/Public_transport_occw.htm)

การเที่ยวในเมืองค่อนข้างง่ายเพราะมีแผนที่แสดงตลอดตามจุดต่างๆ สถานที่เที่ยวหลักๆก็มีป้ายให้ข้อมูล หรืออาจจะไปดูได้จาก http://www.oxfordexplore.com/en และมี app ให้โหลดได้

small023

 

อีกหนึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ถ้าใครมีเพื่อนเรียนที่นี้ นักศึกษาสามารถหาเพื่อนเข้าชม college ได้หนึ่งคน ซึ่งเราจะประหยัดเงินค่าเข้าชมอย่าง Christ church … ซึ่งจริงๆเข้าไปแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไร แต่ค่าเข้าค่อนข้างแพง  อย่างที่บอกว่า college บริหารงานเอง รวมทั้งหารายได้ การเข้าชมทุกทีเก็บเงิน  อีกอย่างที่อังกฤษไม่มีตั๋วราคาพิเศษลดให้นศ.อย่างโซนประเทศยุโรปบางที

 

 

 

 

 

Grasse, France

Grasse เป็นเมืองน้ำหอม  official website  ห่างจากคานส์ไปไม่ไกล สามารถไปได้ทั้งรถไฟ และรถบัส ราคารถบัสต่อเที่ยว 1.5 ยูโร ใช้เวลาจากคานส์ประมาณ  40 นาที. สายรถบัสมี 600 , 610 อาจต้องถามศูนย์บริการนั่งท่องเที่ยวว่าขึ้นที่ไหน เพราะตอนไป สถานีกำลังปรับปรุง ที่ขึ้นรถอาจต่างไป  ถ้าใช้รถบัสแล้วไปลงจนสุดสายที่สถานีรถไฟ Grasse อาจต้องขึ้นรถมาที่ตัวเมือง จะเป็นรถบัสลายดอกไม้สังเกตได้ชัดเจน เสียค่ารถอีก 1.5 ยูโร  แต่ถ้าใครแข็งแรงจะเดินขึ้นมาเองก็ได้   หรืออาจจะลงป้ายก่อนหน้านี้    … เวลาที่รถวิ่งนี่ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะรถมาไม่ค่อยตรงเวลา หรือว่า ตารางเวลาจะบอกแค่ว่ามีรถออกช่วงเวลาไหนบ้าง แต่มันเป็นเวลาโดยรวม คือบอกแค่เวลาต้นสาย กับป้ายสาย ซึ่งจากจากเยอรมัน ที่ตารางเวลาที่ป้ายรอรถ จะเป็นเวลาที่รถจะออกจากป้ายตรงนั้น วันนั้นเสียเวลารอรถไปเกือบชั่วโมงที่เดียว

วันที่ไปเป็นวันเสาร์ ศูนย์บริการตรงสถานีรถไฟปิด เลยไม่มีแผนที่ แต่มีป้ายแผนที่อยู่ทั่วไป ก็อาศัยดูตามนั้นบ้าง ส่วนใหญ่ก็เดินไปเรื่อยๆ วันนี้คนก็ค่อนข้างไม่เยอะมาก ร้านค้ายังเปิดให้บริการ มีบ้างที่ปิดไป map

เมืองนี้มีโรงงานน้ำหอมอยู่สามโรงงาน ถ้าสนใจประวัติน้ำหอมอ่านได้ที่นี่

DSC06144sm

Molinard

Gallinard

Fragonard

อีกที่เป็น International Perfume Museum อยู่ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์ของ Fragonard

ได้ไปมาแค่ พิพิธภัณฑ์ Fragonard ที่เปิดให้เข้าชมฟรี เพราะอย่างที่บอกว่าเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตั้งใจไปที่ไหนเป็นพิเศษ   Fragonard ดูเหมือนจะแบรนด์ที่ค่อนข้างพบผลิตภัณฑ์ตามร้านค้าทั้งที่ Nice และ Cannes มากกว่าอีกสองแบรนด์

มีแต่ภาพมาให้ดู

rez001 rez003 rez005 rez008 rez009 น่าจะเป็นที่เที่ยวหลักอันหนึ่ง The Grasse cathedral, Notre Dame du Puy, was built during the 12th century  The cathedral’s strict, basic style, structure, vaults, and discreet décor reflect Lombardian and Ligurian influences. It shelters works by such masters as Rubens, Charles Nègre, a beautiful triptych by Louis Bréa, and the only religious painting by Jean-Honoré Fragonard, Le Lavement des Pieds (The Washing of the Feet). (from http://www.grasse.fr/The-cathedral)

วันที่ไปกำลังจะมีงานแต่งพอดี

rez013 rez014 rez016 rez017 rez019

Nice Nizza

ทริปนี้ไปด้วยการประชุม รูปเลยมีไม่เช้าก็เย็น ดีที่เป็นช่วงซัมเมอร์กว่าจะมืดก็สี่ทุ่ม

วันที่ไปถึง เป็นวันสุดท้ายของ Tour de France ที่ผ่าน Nice พอดี Tour de France จัดการแข่งขันจักรยานที่ว่าหฤโหด และที่เป็นที่รู้จักอย่างดี  การเริ่มต้นมาจากเพื่อการเพิ่มยอดขายของสองหนังสือพิมพ์เอง

DSC05411       DSC05463

Albert Lejune, owner of two newspapers Le Petit Journal based in Paris, and Le Petit Niçois based in Nice, created Les Six Jours de la Route in 1933 to establish a link between the two newspapers. For him it was about showing the charm of La Cote d’Azur to his readers with the help of a cycling race on an innovative route. For six days at the end of the winter season, the event went through the Valley of the Rhone; avoiding carefully the Alps and its difficulties, sparingly using the hilly hinterland of Nice, to be finally used as a favourable training ground for the spring Classics. The jersey of the leader was azure and gold in colour, evoking the blue of the Mediterranee and the golden sun in Nice.

Not organised between 1940 and 1946, the event was reborn again in 1946 with the encouragement of the newspaper Ce Soir, which only managed to try the experience once.

Jean Medecin, the mayor of Nice requested that the race was to be organised by the weekly newspaper Route et Piste in which the editer Jean Leulliot was to be named as race director. The event then went under the name of Paris-Côte d’Azur, with the publication of the newspaper L’Aurore, as the main partner, using the white jersey designating the leader. Under the impetus of Jean Leulliot, Paris-Nice slowly lost its status as a training ground to become a real event.

The history of racing reminds us of the famous duel between Anquetil-Poulidor. In 1972 Jacques Anquetil became director of the race and saw with his own eyes the victory of Raymond Poulidor at the age of 36 with the uncompromising Eddy Merckx coming in second. He also witnessed the seven consecutive victories of Laurent Jalabert, the last French winner. (From http://www.letour.com/paris-nice/2013/us/history/)  ไม่ค่อยแน่ใจว่าตกลงปีที่เริ่มนี่ปีไหนแน่ 1933 หรือ 1903

Image

ใครสนใจดูเส้นทางแข่งก็ดูได้ที่นี่

การเดินทางจากสนามบินเข้าเมือง รถบัสหลักๆมี 2 สาย 98 จะวิ่งไปสุดที่ตัวเมือง ใกล้ชายทะเล แต่ถ้าเป็นสาย 99 จะไปที่สถานีรถไฟ ราคาตั๋ว 6 ยูโร แผนที่   แผนที่2

รถแทรมในเมืองมีหนึ่งเส้นทาง สองสายหลักที่วิ่งไปกลับ ถ้าจากสถานีรถไฟ (Glare SNCF) เดินมาด้านซ้ายมือ (หันหลังให้สถานี) นิดเดียว จะเป็นที่สถานี Gare Thiers ถ้าจะไปทะเลก็คือนั่งไปทาง Pont Michel  ราคา solo ticket 1.5 Euro ความจริงเมืองไม่ใหญ่มาก สามารถเดินได้ตลอด แต่ก็ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของคนเที่ยวด้วยละกัน แผนที่รถแทรม

ถ้าเดินเที่ยว เริ่มจากสถานีรถไฟหลัก มาเส้น Avenue Jean Medicin เส้นทางเดียวกับที่รถแทรมวิ่ง เดินสักสองสามนาทีก็จะเจอโบสถ์ Notre-Dame de Nice (Basilique Notre-Dame de Nice)

ImageImage

“With its 3 porches, its rose-window, its twin-bay, Notre-Dame in Nice looks like Notre-Dame in Paris. There are 2 statues of the Virgin Mary, one at the top of the church, the other in the front of the rose-window, 2 towers 31 metres high stand in the sky. No sculptures in the frontage due to a lack of money. In 1944 the sculptor GALLO places the statue of Notre-Dame de la Libération on the central portal. The style of the choir is similar to Saint-Serge Abbey church, the 3 aisles of same height, 12 lateral chapels and 7 apse-chapels.

This harmonius building is one of the most beautiful “neo-gothic” church in the area.” (from http://notredame-nice.com/the-history-of-notre-dame-de-lassomption/)

เดินต่อมาก็ Place Massena

Image

Image

The seven resin statues on Massena square – Nice’s geographic centre – were created by Jaume Plensa, Spanish artist specialized in monumental art.

These seven characters represent seven continents and the communication between the different communities of today’s society. The name of this creation is “conversation à Nice”. Plus, the statues are illuminated every night, colors are changing smoothly to emulated a dialog between them, it’s very beautiful and poetic.(from : http://www.lomography.com/magazine/locations/2009/04/02/the-seven-statues-of-the-massena-square-nice-france)

Nice มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอยู่พอสมควร

แต่ไม่ได้เป็นคนเข้าถึงศิลปะขนาดนั้น เลยชมศิลปะธรรมชาติ กับทะเล แสงแดด สายลม
เดินเล่นตามเส้นทาง Promenade des Anglais ถนนต้นปาล์มที่เป็นภาพจำของเมือง  และขึ้นไปชมวิวจาก Château hill

ImageImage

ImageImageImageImageImage

Switzerland ดินแดนแห่งฝัน : Basel

มีแต่คนบอกว่าเที่ยวบ่อยจัง  แต่ในเมื่อมีเวลาสามปีในช่วงมาเรียนที่นี้ มีเวลาก็ต้องออกเดินทาง …ทริปนี้ออกเที่ยวช่วงวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวเดียวในรอบปี ถ้าไม่นับคริสมาสต์ของพวกฝรั่งเขา   ตอนแรกตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปไหนดี สิ่งที่ช่วยกำหนด ก็คือว่าไปไหนค่าเดินทางถูก  เชคทั้งเครื่องบิน รถไฟ  ถ้าเป็นวันหยุดอย่างนี้ การหาตั๋วถูกๆเป็นเรื่องยาก ก็เลยดูรถไฟcity night train  ซึ่งมีหลายสายไปได้ทั่วยุโรป แต่ก็ต้องเดินทางนานหน่อย   จากการเชคราคาก็เลยเลือกไปสวิส ลงที่ Basel ต่อไป Lucern และมานั่งรถกลับที่ Zurich  แถมหยุดพักที่ Frankfurt ก่อนนั่งกลับ  ค่าเดินทางไปกลับ แบบที่นั่งปรับนอนได้  ประมาณ 100 ยูโร  เดินทางตอนกลางคืนถึงเช้า  ก็เที่ยวได้เลย ประหยัดค่าโรงแรมไปหนึ่งวัน

 

 

การ เที่ยวที่สวิสคราวนี้ เหมือนเดิมไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมามาก กะมาชิว ชิว พักผ่อน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเท่าไหร่ เพราะเดินจนหมดแรงหมือนกัน

แต่ข้อดีของการเที่ยวยุโรป คือถ้าไปที่ information center ก็จะได้เอกสาร แผนที่ ข้อมูลท่องเที่ยว  ใช้เวลาศึกษานิดหน่อยแล้วก็ออกเดินทางได้

 

 

 

Basel  ถึงประมาณแปดโมงเช้า เงียบมาก อาจเป็นเพราะเป็นวันอีสเตอร์ด้วย ซึ่งร้านค้าก็จะปิดกันหมดอยู่แล้ว

แลก เงิน จากยูโร เป็นฟรังสวิส เพราะแม้ว่าร้านค้าอาจรับยูโร แต่อัตราแลกเปลี่ยนอาจแตกต่าง  ทำให้ซื้อของแพงขึ้นไปอีก  ก็แลกไปสักหน่อย อีกหนึ่งข้อดี ของร้านรับแลกเปลี่ยนที่ Basel HBF คือสามารถแลกฟรังสวิสกลับเป็นยูโรได้ในอัตราเดียวกับที่แลกมา   จำไม่ได้ว่าชื่อร้านอะไร แต่มีสาขาอยู่ที่สนามบิน zurich  ด้วย  เงินพร้อม มีข้อมูล ก็ออกเดินทาง

 

ตัดสินใจซื้อตั๋ววัน เพราะวันนี้มีแผนไป Lucern ต่อ ต้องประหยัดแรงไว้บ้าง ที่สำคัญจาก hbf ถึงจุดท่องเที่ยวก็ไกลเอาเรื่องทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Regensburg

ไม่ได้เขียนเรื่องการท่องเที่ยวมานานมาก แม้ว่าจะออกเดินทางอยู่เสมอ วันนี้นึกสนุก  เขียนสักหน่อยละกัน

 

Regensburg เป็น เมืองในรัฐ  Bavaria ของเยอรมันนี   อาจจะไม่ใช่เมืองที่คนไทยรู้จัก และมาท่องเที่ยวเท่าไหร่  ส่วนตัวที่มาก็เพราะมาอบรม ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่ได้มาเหมือนกัน ลองมาดูกันว่าเมืองนี้มีอะไรดี  เมืองนี้ได้ขึ้นเป็น UNESCO World Heritage Site คงไม่ธรรมดาแน่ๆ

 

ขอพูดถึงรัฐบาวาเรียก่อนสักหน่อย

เมือง หลวงของรัฐนี้ก็คือ Munich ที่คนไทยคุ้นเคยกันอย่างดี และเป็นเมืองที่มีเทศกาลที่หลายคนอยากมาสัมผัสบรรยากาศ และลิ้มลองเบียร์นั่นก็คือ Octoberfest  ซึ่งถ้านั่งรถไฟ RE (regional train) จาก Regensburg ก็เพียงชม.ครึ่งเท่านั้น

 

Bavaria มีธงเป็นลายตารางสีฟ้าขาว

และตราสัญลักษณ์ coast of arm ของรัฐ

 

 

 

 

ที่เอามาให้ดู เพราะถ้าไปเที่ยวรัฐนี้ จะสังเกตได้ว่าสีตารางฟ้าขาวนี้ตกแต่งตามข้าวของต่างๆ  โดยเฉพาะผ้าปูโต๊ะ 

 Regensburg เป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในอดีต   จะเห็นได้ว่า landmark ที่สำคัญของเมืองก็คือสะพานหิน ( Stone Bridge , Steinerne Brücke )

 

 

เป็น สะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำ Danube เชื่อมระหว่างเมืองเก่า และ Stadtamhof  สร้างเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12  แทนสะพานไม้เดิม   สะพานหินนี้ถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งยุคกลางของยุโรป เพราะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Danube แห่งเดียวกว่า 800 ปี (จนกระทั่งปี 1930s  มีการสร้างสะพาน Nibelungen)  และเป็นต้นแบบสะพานหินให้เมืองต่างๆอย่าง สะพานข้ามแม่น้ำ Elbe ที่ Dresden, London bridge ที่ข้ามแม่น้ำ Thames เป็นต้น  นอกจากเป็นเส้นทางค้าขาย สะพานนี้ก็เป็นที่ใช้ลงโทษประหารชีวิตคนเช่นกัน

รู้ประวัติแล้วทำให้สะพานธรรมดา ดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที

ตรงปลายสะพานด้านเมืองเก่า จะมี World Heritage Visitor Centre  แนะนำว่าให้เข้าไปดู มีการจัดแสดงและนำเสนอประวัติเมืองได้น่าสนใจดี  

 

 จากรูปจะเห็นโบสถ์ใหญ่ๆ  St.Peter’s cathedral  และนั่นคือจุดท่องเที่ยวสำคัญหนึ่งของเมือง

 

 

 

 St.Peter’s cathedral เป็นสถาปัตยกรรมแบบ  Gothic    ภายในก็มีกระจกประดับ ( stained glass ) ภาพกระจกที่สำคัญก็ตามชื่อโบสถ์ ก็จะเป็นภาพ St.Peter หรือ นักบุญเปโตร ซึ่งในภาพจะถือกุญแจอยู่  เป็นกุญแจที่พระเยซูมอบให้ ถือเป็นกุญแจสู่คริสตจักร  และให้ขนานนามว่า Rock

ตามแผ่นพับมีข้อมูลประมาณนี้ กลับมาก็ต้องมานั่งหา เพราะงงว่าทำไมต้อง rock ข้อมูลที่ได้ก็ตามนี้ ค่อยเข้าใจหน่อย

Then Jesus addresses Simon by what seems to have been the nickname “Peter” (Cephas in Aramaic, Petros [rock] in Greek) and says, “On this rock I will build my church, and the gates of Hell will not prevail against it.”

 ประมาณว่าเป็นฐานที่มั่นคงแต่คริสตจักรนั่นเอง

แนะ นำว่าเข้าไปแล้วก็ไปดูแผ่นพับที่เขาแจกดูสักหน่อย เพื่อจะได้รู้ว่ามีจุดไหนที่เราควรดูบ้าง แต่ถ้าไม่คิดอะไร ดูเพลินๆ สวยๆ ถ่ายรูปเล่นๆ ก็ไม่ว่ากัน  แต่ถ้าใครสนใจอยากรู้มากกว่านั้น แนะนำ http://www.sacred-destinations.com/germany/regensburg-cathedral   อีกจุดหนึ่งก็เป็นรูปปั้นนางฟ้ายิ้ม  ที่แสดงถึงความยินดีที่พระเจ้าส่งบุตรชายของพระองค์มาเพื่อนำทางมนุษย์สู่พระเจ้า  

 

ที่ เที่ยวสำคัญก็คงมีสองจุดนี้ แต่เมืองนี้ก็ยังมีโบสถ์อีกหลายที่ เมืองก็เล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์ ถ้าเดินเล่นเรื่อยๆ อย่างเดียว ใช้เวลาเดินสักสองสามชม.ก็คงทั่วเมือง   หรือใครอยากจะพักผ่อนเดินเล่นริมน้ำก็สบายดีนะ

ลองมาดูภาพมุมอื่นๆของเมืองกันดู บางทีอาจจะอยากไปเยี่ยมชม

 อีกโบสถ์ที่อยากแนะนำ Evang.-Luth.St.  Oswald kirch   อยู่ตรงปลายสะพาน

ตรงเมืองเก่าจะมี 3 สะพาน  สะพานตรงกลางก็คือ สะพานหิน Stone Bridge และมีสะพานขนาบอีกสองข้างไม่ไกลกันเท่าไหร่  ถ้าเราหันหน้าหาแม่น้ำ และเมืองเก่าอยู่ด้านหลัง  โบสถ์จะอยู่ที่สะพานซ้ายสุด ฝั่งเมืองเก่า ตัวโบสถ์ธรรมดามาก แต่ข้างในสวย    

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพเมืองรอบๆ

 

 

Town Hall และก็เป็น tourist information

 

 

 เมืองนี้ของแพงพอควรที่เดียว   ถ้าอยากหาของถูก ก็เข้า Netto เป็นซุปเปอร์มาร์เกต แอบซ่อนอยู่ตรงข้างในตึกสีเทาๆนี่เอง