คิดถึง …เยอรมัน

ใช้เวลาหลายวันกว่าจะปรับร่างกายจากอาการ jet lag มาได้ นอกเหนือจากร่างกายที่ต้องปรับ การกลับมาไทย หลายคนเคยบอกว่าอาจจะต้องปรับตัวในการเป็นอยู่ ยิ่งคนที่อยู่เมืองนอกมานานๆ กลับมาแล้วอาจทนไม่ได้  สำหรับตัวเองกลับบ้านมาทุกปี  ไปอยู่มาก็ไม่ได้นานมาก แค่สี่ปีเอง  รู้อยู่ว่าบ้านเราเป็นแบบไหน บางอย่างก็กลายเป็นความเคยชิน แบบที่ทนได้ หรือจำต้องทนไป  แต่เมื่อกลับมาก็รู้ว่า ในช่วงเวลาแค่ไม่นาน ความเคยชินใหม่ๆ อะไรที่สะดวกสบายกว่าบางอย่าง ก็ทำให้เรามองเรื่องเดิมๆ และทนกับสิ่งที่เป็นอยู่เดิมได้น้อยลงเหมือนกันน่ะ

เมื่อวันก่อนไป 7-11 เห็นราคาของแล้วตกใจ ราคาบางอย่างแทบเท่าเมืองนอก หรือแพงกว่าด้วยซ้ำ   นอกจากเรื่องนี้ อะไรบ้างในเยอรมัน ที่ทำให้เราคิดถึง เยอรมัน (นอกจากคน)   และเราก็อยากให้ประเทศไทยมีบ้าง

 

ความรู้สึกปลอดภัย

นี่เป็นเรื่องแรก ที่เรานึกถึง   การใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมัน ความระมัดระวังตัวในการไปไหนมาไหน หวาดระแวงผู้คนต่ำมาก (แต่ก็ต้องอยู่แบบตื่นตัว ไม่ใช่เดินซื่อๆ เลื่อนลอยไปหน่อยมาไหน) ยิ่งเมืองที่อยู่ไม่ใช่เมืองใหญ่ กลุ่มมิจฉาชีพที่มักพบตามแหล่งท่องเที่ยวคงไม่มี กระเป๋าสตางค์ที่ไม่ต้องกลัวใครจะมาล้วง เดินเปิดกระเป๋าทิ้งไว้ของยังไม่หาย  เรื่องจี้ปล้นนี่ไม่คิดเลย (ไม่ใช่ไม่มีเลยน่ะ แต่ด้วยสภาพของแวดล้อมแถวบ้านก็น่าวางใจได้) การเดินทางด้วยรถไฟ ก็ไม่ต้องกลัวนักว่าใครจะมาชโมยกระเป๋า ขนาดบางทีวางของไว้ก็ไม่หาย บางคนไปเข้าห้องน้ำ ก็วางคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้อย่างนั้น (อันนี้ก็ต้องดูด้วยคนรอบๆ ที่นั่งด้วยน่ะ)   เราสามารถเดินกลับบ้านตอนกลางคืน ประมาณตีสองจากสถานีรถไฟไปบ้านประมาณสี่สิบนาที ได้อย่างที่ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากนัก  ทั้งที่ถนนที่นี่ก็ไม่ได้เปิดไฟสว่างนักหรอกน่ะ   คงไม่ต้องบอกน่ะ ว่าเมืองไทยตอนนี้เป็นแบบไหน

 

การเดินทาง คมนาคมสาธารณะ

เรื่องนี้รู้กันดีว่าบ้านเราห่างชั้นแค่ไหน ในเยอรมันนี เส้นทางจราจรจะมีทางเพื่อจักรยาน และคนเดิน แยกต่างหาก ซึ่งปราศจากสิ่งมากีดขวาง  คนที่นี่ชอบใช้จักรยานมาก ไม่ใช่แค่ในการเดินทางประจำวัน แต่เป็นเพื่อการพักผ่อนด้วย    รถบริการในเมืองจะมีวิ่งตามตารางเวลา และมาตรงตามนั้น การจ่ายค่าโดยสารส่วนใหญ่ที่จะซื้อจากตู้ขายที่ตั้งไว้ตามป้ายรถ หรืออาจจะซื้อจากคนขับ(แต่ราคาจะแพงกว่า) ที่ผู้ใช้ต้องประทับตั๋วเองด้วยเครื่องที่อยู่บนรถ ไม่มีคนมาเดินเก็บเงินเหมือนบ้านเรา แต่ก็มีการสุ่มตรวจโดยเจ้าหน้าที่ ถ้าเขามาเชคแล้วไม่มีตั๋วก็จะโดนปรับกันไป  เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าเอามาใช้บ้านเรา จะมีคนไม่จ่ายค่าโดยสารกี่เปอร์เซน

ค่าโดยสารรถไฟในเยอรมันก็ถือว่าแพง แต่ถ้ารู้จักการวางแผนเดินทางล่วงหน้าจะประหยัดไปได้มาก (นี่อาจเป็นการฝึกคนของเขา ให้รู้จักวางแผนมั้ง) การซื้อตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน ราคจะถูกว่าเกือบครึ่งสำหรับรถด่วน แต่ถ้าเป็นรถไฟสายสั้นๆระหว่างเมืองราคาอาจไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีบัตรสมาชิกDB bahn card. ซึ่งลดราคาตามแต่เราสมัครคือ 25, 50 และ 100% จากราคาตั๋วปกติทีซื้อ นอกจากนี้ยังมีตั๋วรัฐ ตั๋วสุดสัปดาห์ ที่เดินทางไปไหนก็ได้ในวันนั้นๆ แต่ได้เฉพาะรถไฟแบบปกติ ใช้กับรถด่วนไม่ได้ เดินทางสูงสุดได้ถึงห้าคน ในราคาที่หารกันแล้วถูกมาก

 

ครอบครัว

เราว่าประเทศเยอรมันเป็นประเทศที่ให้ ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่าที่เราคิดมาก อย่างที่รู้กันว่า ต่างประเทศ เขาจะแยกมาอยู่ต่างหากจากพ่อแม่เมื่อโตขึ้น แต่คนเยอรมันที่เรารู้จักเขาจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่บ่อยมาก ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล เพื่อนที่แลปมีเยอรมันผู้ชายสี่ห้าคน ถามว่าสุดสัปดาห์ไปไหน บ่อยครั้งคือไปบ้านพ่อแม่ หรือไปงานวันเกิดปูยาตายาย รูมเมทที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงจากที่ไปเที่ยวมาเป็นเดือน อย่างแรกๆที่เขาทำคือโทรหาพ่อแม่ เราเห็นแล้วยังแปลกใจ เราไม่คิดว่าคนเยอรมันมีมุมแบบนี้ด้วย
การดูแลลูก ส่วนใหญ่พ่อแม่เป็นคนดูแลกันเอง ผู้หญิงจะทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน เป็นเรื่องที่ปกติมาก  แต่ผู้ชายก็จะช่วยดูแลลูก  รัฐก็มีส่วนนะ นอกจากผู้หญิงมีสิทธิ์ลาคลอด เขายังสามารถลามาดูแลลูกได้เป็นปี โดยที่ยังได้รับค่าจ้าง และห้ามไล่ออก กฏหมายเขามีกันขนาดนั้น  ครอบครัวที่มีลูกก็จะได้ค่าดูแลบางส่วน และลดหย่อนภาษี

ไม่เคยไปอยู่ ดูว่าแต่ละวันเขาเลี้ยงลูกกันอย่างไง แต่ก็ได้มีโอกาสที่จะไปเล่นกับเด็กๆลูกเพื่อน ไปโรงเรียนก่อนอนุบาล หรือสังเกตดูอะนะ เด็กๆมักได้อยู่กับธรรมชาติ เล่นอะไรที่ง่ายๆ และเขาก็ปล่อยให้เด็กเล่นแบบไม่กลัวเลอะเลย นั่งเล่นดิน เล่นทราย  ลูกเพื่อนอายุสามชวบ ก็สอนใหเอาใบไม้กิ่งไม้มาประดิษฐ์นู้นนี่  บางทีตอนเดินไปส่ง เขาก็หยิบใบไม้ให้ลูก แค่ใบไม้ เด็กเล่นอย่างกับมันเป็นของขวัญที่สุดวิเศษ    เราชอบดูเด็กๆน่ะ ในทุกๆวัน เราจะเห็นกลุ่มเด็กเล็กๆเดินจูงมือ เดินเรียงแถวกันมา มีอาจารย์ดูแล มานั่งรถราง หรือเดินเหมือนเป็นการทัศนาจรสั้นๆ ตอนเย็น หรือวันหยุด  ยิ่งในสวนสาธารณะ จะมีพ่อแม่พาลูกมาเดินเล่น ปิกนิค ไม่ใช่แค่เด็กๆ หนุ่มสาว   ผู้สูงอายุ ก็เดินจูงมือกัน   มันเป็นภาพที่น่ารักดีน่ะ

 

ค่านิยม / การใช้ชีวิต

มีหลายเรื่องที่เราว่าดีมาก  คนที่นี่ไม่ได้ให้ของกันพร่ำเพรือ แต่ไม่ใช่ไม่แบ่งปันน่ะ   อย่างเวลาเราไปประชุมต่างเมืองกับเพื่อนที่เป็นเยอรมัน ก่อนกลับเขาก็จะซื้อของเล็กๆน้อยๆของเมืองนั้น มาให้เพื่อนที่แลปเป็นของฝาก    เวลาหน้าร้อน สวนของเขามีเชอรี่ มะเขือเทศก็เอามาให้กิน  แม่ของอาจารย์บางทีก็ทำเค้กมาให้  คือของที่เขาจะมาแบ่งปันจะเป็นของที่เขาทำเอง ไม่ใช่ของที่ต้องฟุ่มเฟือยซื้อหามา   และเขาจะให้ความสำคัญกับความจริงใจ  ไม่ใช่ราคาสิ่งของ   อย่างเรื่องเค้ก  คนที่นี่ส่วนใหญ่จะทำกันเอง ยิ่งถ้าจะเอาไปให้ใครด้วยแล้ว   เพราะนอกจากประหยัด ยังถือเป็นการแสดงความจริงใจด้วย      พูดเรื่องของขวัญ ขอโยงไปเรื่องสินบนด้วย บางสถานที่มีกฎถึงขนาดว่าของที่ให้ห้ามมีมูลค่าเกินสิบยูโร ดูแปลกใช่ไหม แต่นี่คือการป้องกันการทุจริตของเขา   เรารู้ว่าคนไทยเป็นพวกเอื้อเฟื้อ  แต่บางที เราก็ว่าเกินเลยเป็นการรักษาหน้าตาทางสังคม  หรือให้แบบหวังผล (ไม่ต้องยกตัวอย่างน่ะ)   มีนักการเมืองของเยอรมันคนหนึ่ง ต้องออกจากตำแหน่ง เพียงเพราะเขาไปเข้าพักโรงแรมที่เจ้าของเสนอให้ เลยไม่ได้จ่ายค่าห้อง  นี่ก็ถือว่าเป็นการรับสินบน   ถ้าเป็นบ้านเรา คงดูเป็นเรื่องปกติน่ะ พอคนมีตำแหน่งสูง ก็มักมีคนมาเอานู้นนี่ให้    เราฟังแล้วเลยรู้เลยว่าฐานความคิดเรายังอ่อนมาก

ตอนมาแรกๆ งง เพราะเวลาเจอคนในาอาคาร ก็จะมีคนทักทายสวัสดี เราก็ตอบไปอย่างงงๆ เพราะคนที่ทักก็ไม่ได้รู้จัก แต่หลังจากรู้ว่าคล้ายเป็นธรรมเนียมเขา เขาจะทักทายคนที่อยู่อาคารเดียวกัน ไม่ว่าจะที่อยู่อาศัย หรือที่ทำงาน ดูเป็นอะไรที่น่ารักดีน่ะ ผิดกับภาพบุคลิกคนเยอรมันทีเดียว   บ้านเราว่าสยามเมืองยิ้ม แต่ตอนเราอยู่หอ แค่เพื่อนข้างห้องเรายังไม่รู้จัก แต่อยู่เยอรมันเรากลับรู้ว่าข้างห้อง ห้องข้างล่าง ห้องข้างๆคือใคร แม้จะไม่ได้เคยคุยกันจริงๆจังๆ

สภาพวดล้อมของเขาที่มีพิพิธภัณฑ์ เวทีการแสดง สวนสาธารณะ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย มันเป็นแหล่งชุมนุมให้กับเด็กๆ  การแสดงโอเปร่า บัลเลย์ ออเครสตา ดนตรีคลาสิค ที่ในความคิดบ้านเราที่คนไปดูมีแต่พวกชนชั้นสูง ก็ไม่ใช่สำหรับที่นี่  ทุกคนมีโอกาสได้ทั้งนั้น  งานศิลปะที่เหมือนมีอยู่ทั่วไปทั้งเมือง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นทีกล่มเกลาคนบ้านเขามั้งน่ะ

การแยกขยะ เป็นทั้งกฏหมายและสิ่งที่เขาก็ให้ความร่วมมือกันดี  ขยะตามบ้านส่วนใหญ่จะแยกเป็นพวกที่รีไซเคิลได้  ขยะมูลฝอยทั่วไป  และเศษอาหาร   และก็จะถังสำหรับพวกแก้วประเภทต่างๆ เสื้อผ้า  ตามซุปเปอร์มาร์เกตก็จะมีถังให้ทิ้งพวกขยะอิเลคทรอนิค เช่นพวกถ่านต่างๆ หลอดไฟ

การซื้อของที่นี่ไม่มีถุงให้ ถ้าจะเอาถุงต้องซื้อแยกต่างหาก อย่างซื้อเค้กสักชิ้น ก็ห่อกระดาษไม่ได้มีถุงหิ้วให้  ด้วยคอนเซปท์เราก็ว่าดีน่ะ เราไม่รู้ว่ามันช่วยลดการใช้พลาสติกลงแค่ไหน แต่ช่วยกันบ้างก็ดี เพราะถ้าอย่างเราไปซื้อของกินตลาดนัด จะหิ้วกลับมาด้วยถุงมากมาย ถุงพลาสติกใส่ผลไม้ ลูกชิ้น น้ำดื่ม ข้าวกล่อง … แล้วถุงพลาสติกพวกนี้บางทีก็เล็กๆ เราก็ไม่ค่อยจะได้จะเก็บเอาไปใช้อะไรต่อได้อีก  ( แต่เหมือนเขาจะลดพลาสติกจากทางนี้ แต่ก็ไปใช้เยอะในแง่อื่นเหมือนกัน )

การแต่งตัว โดยเฉพาะเมืองนี้  ที่นี่ไม่มีแฟชั่นอะไรกันมาก เชยเลยก็ว่าได้ถ้าเทียบกับกรุงเทพ ชุดที่ใส่มาทำงานกันก็ปกติ สบายๆง่ายๆ  จะใส่ชุดซ้ำ  ไม่รีด ก็ไม่มีใครมาว่า หรือทักหรอกน่ะ   ทั่วๆไปคนเยอรมัน ผู้หญิงจะแต่งตัวแบบสีเดียวกัน เช่นกระเป๋ากับรองเท้าจะสีเดียวกัน อะไรอย่างนี้แค่นั้น  นอกจากงานพิธี หรืออะไรที่เป็นทางการเขาก็แต่งตัวกันตามความเหมาะสม    ใส่สูท หรือผู้หญิงแต่งเดรสสวย ปั่นจักรยาน นั่งรถแทรมก็เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน

ยังมีเรื่องที่มันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่เราคิดว่า ทำให้เมืองน่ารักดีน่ะ  แหมหน้าตาเขาอาจจะไม่ได้ดูยิ้มแย้มตลอดเวลาแบบคนไทย แต่เขาก็จริงใจ และมีแง่มุมที่ทำให้เราชอบ

 

เรารู้ว่าโครงสร้างเศรษกิจ สังคม ผู้คนในเยอรมันต่างจากไทยมาก  อย่างเยอรมัน และประเทศทางยุโรปหลายประเทศเป็นรัฐสวัสดิการ ประชาชนเสียภาษีในอัตราสูงมาก เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้   การเปรียบเทียบ และมองแต่ว่าเขามี เราก็น่าจะมีบ้าง ทำไมจะมีไม่ได้ล่ะ แค่นี้มันเป็นเหมือนเด็กๆ ที่เห็นเพื่อนมีของเล่นใหม่ ก็เลยร้องอยากจะมีบ้าง อาจจะลงทุนร้องไห้ทั้งวัน ลงไปชักดิ้นชักงอ แต่สุดท้ายเมื่อรู้ว่าไม่ได้ก็เลิกกันไป  แต่ก็น่ะ เราไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์  ที่จะมาบอก วางแผนพัฒนาชาติ  สิ่งที่เราทำได้ เป็นเพียงบอกเล่ามุมมองเล็กๆ ของการไปอยู่มา   สะท้อนความคิดว่าเราอยากให้เมืองไทยเป็นไปแบบไหนเท่านั้น   ไม่ใช่ว่าเมืองไทยไม่มีดี แต่เราก็มีข้อเสีย ข้อด้อยที่เราต้องยอมรับและแก้ไข  คนๆหนึ่ง เราอาจจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยคนเดียวไม่ได้ แต่การเป็นหน่วยย่อย ที่สร้างภาพดีๆให้ประเทศได้น่ะ ว่าไหม

อีกความคิดเห็นเกี่ยวกับเยอรมัน

 

Advertisements

หนึ่งชีวิตต่างแดน เยอรมันนี (2) … ที่อยู่

บอกก่อนอ่าน …. นี่เป็นเรื่องเล่าประสบการณ์ของนักเรียนทุนคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตเรียนอยู่เยอรมันมาสี่ปี  ใช้ชีวิตแบบธรรมดา ไม่ดราม่า

 

หาที่อยู่

การหาที่อยู่ก่อนมาเยอรมันยากเอาเรื่อง เพราะนอกจากภาษาที่ประกาศทุกอย่างเป็นเยอรมัน และการที่เขาจะให้ใครเช่าห้อง ก็ต้องมีการมาดูห้องกันก่อน ชีวิตจะง่ายขึ้นถ้ามีคนทางนี้ช่วยติดต่อหาห้องพักให้ ความยากง่ายขึ้นกับแต่ละเมืองด้วย    เมืองที่อยู่นี่อาจจะหาที่อยู่ไม่ยากนัก และราคาที่พักก็ไม่แพงถ้าเทียบกับเมืองใหญ่

การหาที่พัก ตอนก่อนที่เราจะมา ก็เครียดเหมือนกันเพราะจองหอมหาวิทยาลัยไปก็เต็ม จะมาอยู่แล้วยังไม่มีที่พัก จะมาพักตาม youth hotel หรือโรงแรมก็แพง  สุดท้ายก็โชคดีที่ได้ห้อง WG (Wohnung – zimmer) ซึ่งเขาจะปล่อยเช่าช่วงสั้นๆ ตอนที่เจ้าของห้องไปที่อื่น  ห้องเช่าแบบนี้จะมีประกาศอยู่เรื่อยๆ  ระบุว่าห้องว่างให้เช่าช่วงไหนถึงตอนไหน นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะห้องแบบนี้จะมีอุปกรณ์ครบเหมาะแก่คนเพิ่งมาใหม่ (อันนี้ก็แล้วแต่ตกลงกับเจ้าของห้องที่เขาให้เช่าด้วย)  โชคดีอีกอย่าง คือตอนแรกเขาจะให้โอนเงินมัดจำไปก่อน แต่เราว่าค่าโอนมันจะแพง ค่าไปจ่ายวันที่ไปถึงได้ไหม เขาก็เข้าใจและยอม  แม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้เจอเจ้าของห้อง เพราะตอนเราไป และย้ายออกเขาก็ยังไม่กลับมา แต่ก็น่าจะเป็นคนน่ารัก รู้ว่าเป็นสาวจีน มีเขียนโน๊ตทิ้งไว้ให้เราทุกอย่าง แถมมีบะหมี่ทิ้งไว้ให้ด้วย ซึ่งช่วยชีวิตเราได้มาก เพราะไปถึงเสาร์เย็น หาซุปเปอร์มาร์เกตแถวบ้านไม่เจอ คอมที่เอามาก็ดันเสีย ใช้อินเตอร์เนทไม่ได้ เพื่อนร่วมห้องสาวเยอรมันอยู่ในช่วงพักร้อนท่องเที่ยว ไม่มีใครให้ถามได้ จะไปรบกวนข้างห้องที่เขาเป็นคนรอเอากุญแจมาให้ก็เกรงใจ ยิ่งวันอาทิตย์ถือว่าเป็นวันพักผ่อนของคนเยอรมันด้วย  ร้านค้าก็ปิด มีบะหมี่ที่เขาวางไว้ให้นี่แหละช่วยเราไว้ 🙂

WG อ่านว่า เวเก  (Wohnung – zimmer) เป็นห้องแชร์ คือจะมีห้องครัว ห้องน้ำรวม  บางที่ก็มีห้องนั่งเล่น   แต่ห้องนอนแยก จำนวนคนก็อาจจะตั้งแต่สองคนขึ้นไป ส่วนใหญ่ห้องแบบนี้มักจะต้องมีนัดคุยกันก่อน เพราะทุกคนที่เช่าห้องอยู่ก่อน ต้องประเมินว่าควรจะให้ใครมาเช่าห้องอยู่ด้วย   โดยเฉพาะถ้าเช่าอยู่ยาวๆ เพราะอย่างงั้น ห้องแบบนี้บางทีก็อาจได้ยากเหมือนกัน

ระหว่าง ที่อยู่ WG สามเดือนแรกที่มา ก็หาหอพักที่จะอยู่ยาวจนเรียนจบ ยุ่งยากอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้ห้องอพาร์ทเมนท์ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นี่  (ยังรู้สึกขอบคุณตลอด) เป็นห้องที่ทำให้เราใช้ชีวิตตลอดเวลาที่เรียนได้สบายมาก เพราะใกล้มหาวิทยาลัย เดินไปก็แค่ไม่เกินสามสิบนาที ใกล้ป้ายรถแทรมหลายสาย ใช้เวลาเดินทางไปทำงานก็ห้านาที หรือจะไปในเมืองก็แค่สิบนาที  ห้องที่ได้เป็นห้องเปล่า เป็นห้องเดี๋ยว มีครัวเล็กๆ กับห้องน้ำแยก  ซึ่งส่วนใหญ่ห้องเช่าที่นี่ก็จะเป็นห้องเปล่าทั้งนั้น ห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์จะแพงมาก

ห้องราคาประมาณ 210 ยูโร ขนาด 33 ตารางเมตร   (ถ้าไปถามคนเยอรมันว่าบ้านใหญ่แค่ไหน ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาอาจจะตอบว่ากี่ห้องนอน ห้องน้ำ  แต่คนเยอรมันจะบอกเป็นขนาดพื้นที่)  ราคานี้รวมค่าน้ำ และฮีทเตอร์ที่เก็บล่วงหน้า แต่ถ้าใช้เกินกว่าที่เขาเก็บก็จะมีบิลมาแจ้งนะจ๊ะ    ราคาค่าน้ำ ไฟที่นี่แพงมากน่ะ (มีเพื่อนโดนเรียกเก็บเพิ่มถึงห้าร้อยยูโร ในช่วงเวลาสามเดือน) เพราะอย่างนั้นเขาจะใช้กันอย่างประหยัดมาก  ด้วยเหตุนี้เขาเลยไม่ค่อยอาบน้ำกันมั้ง   แต่จริงๆ คนเยอรมันเป็นคนประหยัด และคิดถึงธรรรมชาติ    ใครมาอยู่ ก็ใช้กันอย่างประหยัดนะจ๊ะ ไม่ใช่แค่เงิน แต่อนุรักษ์ทรัพยากรด้วย      ส่วนราคานี้ค่าไฟยังไม่รวม ต้องไปติดต่อกับบริษัทที่ให้บริการไฟฟ้าอีก  คล้ายๆกันคือที่นี่เขาจะประเมินคร่าวๆก่อนว่าจะเก็บล่วงหน้าเดือนละเท่าไหร่ แล้วค่อยดูทุกๆหกเดือนว่า จะเรียกเก็บแต่ละเดือนเพิ่มไหม

DSC01328

เมื่อได้ห้อง ก็ต้องหาอุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆมา โชคดี ที่เพื่อนๆช่วยเรา เพื่อนคนเยอรมันที่แลปยกฟูก เตียงให้ แถมขนมาส่งให้อีก  เราไม่ได้เอ่ยขอเขาน่ะ แต่เขารู้ว่าเราเพิ่งย้ายมา แล้วเขาก็กำลังจะย้ายบ้าน เขาเลยถามว่าจะเอาไหม  เพื่อนเยอรมันอีกคนบอกกับเราว่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกน่ะ จะขนของหรืออะไร อย่าลืมว่าทุกคนเป็นผู้ชาย (ตอนนั้นผู้หญิงคนเดียวในแลป)  แถมเรายังได้จานชามมาอีก คนเยอรมันก็ใจดีออก 🙂  ห้องตอนแรกๆไม่มีอะไรมาก มีแค่ตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ ฟูก (ไม่มีเตียง) ซึ่งเพื่อนยกให้ทั้งนั้น  โต๊ะเขียนหนังสือยังเอากล่องมาลองเขียนอยู่เลย แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีของเยอะขึ้นเรื่อยๆ  จากเพื่อนให้บ้าง  จากการเก็บของที่เขาทิ้งมาดัดแปลง

เวลาย้ายออก ห้องก็ต้องคืนในสภาพเดิม คือห้องเปล่า เพราะอย่างนั้นของทุกอย่างที่มีก็ต้องกำจัดออกไป อาจจะขายมือสอง หรือ ทิ้ง (การทิ้งขยะที่นี่ทิ้งมั่วสั่วอย่างไทยไม่ได้น่ะ ไว้จะเล่าให้ฟัง) นี่แหละแหล่งของเราเลย ชอบไปเก็บไม้จากตู้ที่เขาทิ้งมาต่อนู้นนี่

การอยู่ที่นี่ เราพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้มากที่สุด ไม่อยากรบกวนคนอื่น  เพราะงั้นจะไม่ซื้อเฟอร์นิเจอชิ้นใหญ่ที่เกินตัวเองขนเอง อะไรดัดแปลงมาใช้ได้ก็จะทำ ซ่อม ต่อนู้นนี่เล็กๆน้อยๆ ห้องเลยมีอุปกรณ์อย่างสว่าน เลื่อย ตะปู …  เป็นกิจกรรมที่สนุกดีเหมือนกันน่ะ

 

อีกอย่าง คือเรื่องทีวีและอินเตอร์เนท นอกเหนือจากค่าบริการสัญญาณ มันจะมีค่าธรรมเนียม ลิขสิทธิ์  ค่าบำรุงให้รัฐ อะไรประมาณนี้  จะเก็บค่าดูช่องฟรีทีวี หรือวิทยุ    ที่อาจจะต้องจ่ายแยกอีก (คล้ายกับที่ญี่ปุ่น)    (รู้จักกันในชื่อ GEZ  – Gebühreneinzugszentrale der öffentlich rechtlichen Rundfunkanstalten in der Bundesrepublik Deutschland)  แม้ว่าเราจะไม่มีทีวี หรือวิทยุ แต่ถ้าเรามีคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ต่อเนท ดูหนัง ฟังเพลงได้ อันนี้ก็รวมนะจ๊ะ   มันจะมีจดหมายมาก่อน จากนั้นก็จะมีคนมาขอเชคที่ห้องว่ามีอุปกรณ์พวกนี้ไหม ซึ่่งถ้าเราไม่อยู่ก็จะทิ้งเอกสารไว้ แจ้งว่ามาแต่ไม่เจอ จะมาใหม่  ซึ่งเรามีสิทธิ์  ไม่ต้องให้เขาเข้ามาเชคในห้องเราน่ะ  เพราะถ้าเขาเชคเจอโดนเรียกเก็บย้อนหลัง     ค่าธรรมเนียมนี่บางคนก็ไม่จ่าย แต่บางคนก็จ่าย อันนี้พิจารณากันเองละกันน่ะ

ลงทะเบียน และต่อวีซ่า

เมื่อจะมาอยู่ในเยอรมันสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกๆหลังจากได้ที่อยู่กันแล้ว คือการแจ้งลงทะเบียนที่อยู่   คล้ายบ้านเราที่ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่ที่นี่เข้มงวดและดูเป็นระบบมากกว่า    การย้ายที่อยู่แต่ละครั้งก็ต้องมาแจ้ง ถ้าไม่แจ้งจะโดนปรับ  (มีเพื่อนโดนไปร้อยกว่ายูโร)   ใบลงทะเบียนก็เป็นเอกสารสำคัญหนึ่งที่ต้องใช้ในการต่อวีซ่า  ส่วนใหญ่ทุกคนที่มาอยู่ยาว จะได้วีซ่ามาแค่สามเดือน และต้องมาขอ resident permit ตามแต่ละเมืองที่อยู่

การขอวีซ่า ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่กว่าจะได้มาก็ยากลำบาก ที่หลายคนคงบ่น  ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยาก ตั้งแต่นัด หรือต้องไปรอหลายชั่วโมงเพื่อคิวนัด  เอกสารที่ต้องเตรียม  พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่อีก ซึ่งบางคนก็อาจจะว่าโหดอะไรหนักหนา หรือเหมือนโดนดูถูก  แต่ก็พอจะเข้าใจว่าการที่เขาจะให้ใครสักคนมาอยู่ในประเทศก็ต้องมั่นใจว่าคนนั้นๆจะไม่มาก่อความยุ่งยากแก่ประเทศเขา  แต่เมื่อได้วีซ่าแล้ว ชีวิตก็เหมือนจะง่ายขึ้น

 

 

 

 

หนึ่งชีวิตต่างแดน เยอรมันนี (1)

เกือบสี่ปีที่มาอยู่เยอรมัน กับการเรียนปริญญาเอก เหมือนชีวิตได้มาพักร้อน (และพัก จากอากาศร้อนๆเมืองไทย) อะไรชีวิตจะดูสบาย สวยงามขนาดนั้น  แน่นอนว่ามันมีปัญหา มีเรื่องสารพันที่เข้ามา (ไม่มีที่ไหนในโลกไม่มีปัญหาหรอกมั้ง) แต่โดยรวมมันเป็น อยู่ ได้อย่างสบาย  บางทีมันดูจะง่ายกว่าอยู่เมืองไทยด้วยซ้ำในบางเรื่อง (แม้กระนั้น เมืองไทยคือบ้าน ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ใดในโลก ที่สุดท้ายคุณก็อยากกลับบ้านเสมอ)

ถ้ามาอยู่ต่างประเทศแบบเข้าใจ ว่ามันย่อมแตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคย พร้อมที่จะปรับตัว และยอมรับ  มันจะทำให้อยู่อย่างเป็นสุขใจมากขึ้น

ลองมาดูว่า สิ่งพื้นฐานที่คนต่างชาติต้องเจอ  ต้องเผชิญ มีอะไรกันบ้าง

ภาษา 

ก่อนมารู้ว่าคนเยอรมันต้องพูดภาษาเยอรมันอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าเขาจะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ และด้วยเราอยู่เมืองทางเยอรมันตะวันออก คนที่พูดภาษาอังกฤษขั้นสื่อสารเลยน้อยด้วย (แม้ว่าภาษาอังกฤษ จะเป็นภาษาที่ในหลักสูตรที่นักเรียนตั้งแต่เด็กทุกคนต้องเรียนน่ะ) ซื้อของ (ถ้าโชคดี เจอคนขายวัยรุ่นหน่อย ก็จะพอพูดได้)  ติดต่อราชการ หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยใช้ภาษาเยอรมันทั้งหมด   จนบางครั้งก็แปลกใจในหลายอย่าง ขนาดมหาวิทยาลัย จัดงาน international week แต่โปรแกรม และการบรรยายทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมัน ??  หน่วยงานราชการ อย่างแผนกที่ต้องไปขอต่อวีซ่าซึ่งมีแต่คนต่างชาติไปทั้งนั้น ไม่พูดภาษาอังกฤษ

แล้วสี่ปี ที่เราอยู่มากับภาษาเยอรมันระดับ A1/A2 แค่นับเลข ฟังอะไรง่ายๆ ออกบ้างเท่านั้น แล้วอยู่รอดมาได้อย่างไร คงต้องบอกว่าต้องขอขอบคุณใครหลายคนที่คอยช่วยเหลือ เวลาติดต่อราชการ ธุรกรรมต่างๆ และขอบคุณเทคโนโลยี google translate แปลอังกฤษ-เยอรมัน น่าจะใช้ได้ (แต่อย่าใช้ภาษาไทยในการแปล จะผิดเพี้ยนแบบไม่น่าเชื่อ)   ส่วนการใช้ชีวิตแต่ละวันคงต้องบอกว่าเป็นทักษะการอยู่รอดกระมั้ง อาศัยความรู้สึก   ตีความจากสถานะการณ์ ท่าทาง  เราไม่รู้เรื่องหรอกเวลาเขาพูดอะไร บางทีมันจะฟังออกเป็นคำๆ ที่เหลือ 99% เดา   อีกอย่างเราว่าคนเยอรมันก็ใจดีอยู่น่ะ แม้สีหน้าปกติเขาจะดูนิ่งๆ ออกเครียดบ้าง  คนที่ไม่ดีมันก็เจอ แต่ไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่ว่าชาติไหน  พฤติกรรมของคน มันก็มีทั้งดี ไม่ดีทั้งนั้น กลุ่มคนที่เป็น neo-nazism ก็มี คนที่ไม่ชอบต่างชาติก็มี แต่คนดีๆมันก็มีเยอะ  ให้อยู่อย่างมีสติ รู้จักสังเกต และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ app ต่างในโทรศัพท์หลายอย่างที่ช่วยเราได้ ว่าจะเป็นดิกชันนารีต่างๆ word lens

อีกอย่างเมื่อเรารู้ว่าเราพูดสื่อสารกับเขาไม่ได้ การเตรียมตัว วางแผน ก็เป็นสิ่งจำเป็น อย่างไปหาหมอ เราอาจจะเลือกหมอที่พูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งจะมีรายชื่อลิสต์อยู่ที่เราสามารถค้นได้  แต่คลินิกเนี่ย พนักงานก็อาจจะพูดไม่ได้ เพราะอย่างนั้นเราก็เตรียมประโยคไปว่าเราเป็นอะไร เตรียมเอกสารพาสปอร์ต บัตรประกันสุขภาพ

 

แล้วทำไมอยู่มาตั้งสี่ปี ภาษาเยอรมันไม่ได้…   เมื่อก่อนก็เคยคิดว่าทำไมคนที่ไปอยู่ต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมาตั้งนาน แต่กลับพูดไม่ได้ ตอนนี้เข้าใจแล้ว การที่เราคิดว่าถ้าเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้แต่ภาษานั้นๆ แล้วเราจะพูดได้ มันไม่จริงเสมอไป เพราะมันมีปัจจัยอื่นด้วย   เหมือนกับว่าเราตกน้ำ ไม่มีทางที่เราจะมาเรียนว่ายน้ำตอนนั้นได้ทันหรอก การเรียนภาษาก็เช่นกัน ถ้าไม่มีพื้นฐานอะไรอยู่เลย การจะมาอยู่ต่างประเทศแล้วได้ภาษานั้นๆก็ยาก  แต่ก็ใช้ว่าจะทำไม่ได้หรอกน่ะ  แต่ส่วนตัว เอาเวลาไปอยู่กับงาน เรื่องเรียนหลักมากกว่า อย่าว่าแต่เรียนภาษา แค่ได้คุยกับคนจริงๆจังๆยังน้อย  (ส่วนกรณีใครมีแฟนช่วยติวก็คงง่ายขึ้นด้วยนะ แต่จะหาได้ไหม คงต้องเป็นความสามารถส่วนตัว  ที่เราไม่มี)

เปรียบเทียบกับตอนไปต่างประเทศครั้งแรกที่แคนาดา  ภาษาอังกฤษก็มั่วๆนี่แหละ แต่เวลาเราพูดผิด เขาก็จะพูดทวน แก้ประโยคให้เรา  เราก็จะเรียนรู้ว่า อ๋อ มันต้องพูดอย่างนี้ ออกเสียงอย่างนี้   ฟังว่าเวลาเขาพูดคุยกัน แบบไหน  ภาษาถึงพัฒนาขึ้น  แต่ถ้าเทียบกับภาษาเยอรมัน  มาแบบฟังออกเป็นเสียงดนตรี  อักษรเห็นเป็นภาพศิลปะการพัฒนาที่จะเข้าใจก็คงยาก  (เราอาจจะโง่ด้วย ขนาดภาษาอังกฤษเรียนมากี่สิบปี ยังไม่ดีเท่าไหร่)  พูดไปก็เหมือนแก้ตัวมากกว่า   แต่ถ้าใครตั้งใจมาเรียนที่เยอรมัน  ขอแนะนำให้เรียนมาสักหน่อยก่อน อย่ามาอย่างไม่รู้อะไรเลยอย่างเรา เพราะยิ่งมาอยู่เมืองที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ๆจะไม่มีสถาบันสอนภาษา  อย่างที่เมืองมีสอน แต่คือเรียนเช้าถึงเที่ยงวันธรรมดา เวลาก็อาจไม่เอื้ออำนวยกับเราด้วย    หลักสูตรของภาควิชาภาษาในมหาวิทยาลัยก็จะไม่มีพื้นฐานสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรมาเลยด้วย

อีกอย่างที่อยากบอก คือสำหรับนักเรียนที่เลือกจะมาเยอรมัน  แล้วคิดว่าน่าจะมาพัฒนาภาษาอังกฤษที่นี่  ขอให้คิดดีๆ อันนี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมของแต่ละที่ทำงาน มหาวิทยาลัย  เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ามาอยู่แล้วภาษาเยอรมันก็ไม่ได้ อังกฤษก็ไม่พัฒนา (เท่าที่ควร อย่างไร  T__T)

พอก่อนสำหรับวันนี้ ได้เวลาปั่นงานแล้ว

เรียนต่อ ดีไหม

เรียนต่อที่จะพูด คือในแง่เข้าสู่ระบบการศึกษา มีปริญญาบัตร ใบประกาศ …

เพื่อนๆ น้องๆ ก็เคยถามว่าเรียนต่อดีไหม เรียนอะไรดี  คำถามที่ว่าเรียนต่อดีไหม ฟังดูก็ยังน่าคิดว่าคนถามก็คงอยากจะเรียนต่อแต่คงมีเรื่องกังวลใจในการ ตัดสินใจ แต่คำถามที่ว่าเรียนอะไรดี คงต้องให้คนถามกลับไปคนหาตัวเองให้เจอว่าอยากเรียนไปทำไม อยากทำอะไร  นอกเหนือจากว่า ก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เรียนๆไปก่อน

ไม่คิดว่าเป็นคนที่เก่งพอจะให้คำแนะนำใครได้ แต่เมื่อมีคนถามก็ตอบ เพราะบางทีเขาก็เพียงต้องการความคิดเห็น และหาคนรับฟัง (เคยไหมทีคุยกับใครสักคน หรือคุยกับตัวเอง สุดท้ายคำตอบที่ได้จะมาจากเรา เพราะการคุย คือการทบทวนความคิดนั่นเอง)

เราคงไม่มีคำตอบที่ดีให้  เพราะแต่ละคนล้วนมีปัจจัย เหตุผลต่างกัน แต่ที่จะบอกได้ คือ อยากขอให้การตัดสิน เป็นไปด้วยตนเอง  ฟังคนอื่น แต่ต้องหาหลักให้ตัวเองให้ได้  เพราะผลจากการตัดสินใจนั้นจะอยู่กับเราตลอดไป   เมื่อมีปัญหา ถ้าเรามีหลัก เราจะมองไปข้างหน้าแม้จะนอนแผ่หมดแรงอยู่ตรงนั้น

หาตัวเองให้เจอ…. ตั้งเป้าหมาย

เป็นคำแนะนำที่มักคุ้นเคยจากหนังสือ จากคนที่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดูง่าย แต่ก็ยาก

เคยมีคนเทียบว่าชีวิตเราก็เหมือนไก่บนสายพาน ที่ถูกขุน ถูกเลี้ยง สุดท้ายก็ถูกเชือดจบไป   เราถูกสอนให้เรียน ชีวิตตัดสินด้วยเกรด เกรดเท่านี้ควรเรียนนี่ พอสอบได้อะไร ก็หางานทำไปตามนั้น แม้ไม่ชอบ(บ่น) แต่ก้มหน้าทำงาน   เราอยู่มาพร้อมกับความกลัวมากมาย กลัวล้มเหลว กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าอย่างไง กลัวลำบาก กลัว…สารพันที่พยายามฉุดดึงรั้ง เราว่าอย่าไปทำอะไรอย่างนั้น อย่างนี้ แม้เราจะอยากทำ … กล้าพอไหม ที่จะเปลี่ยนตัวเอง

ประวัติชีวิตคนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สมคิด ลวางกูร   เขาตั้งเป้าหมายชัดเจนมาก และพยายามทำมัน   เขาโตมาอย่างปากกัดตีนถีบจริงๆ  (ถ้าเทียบกับเราๆ ที่โตมาก็มีหน้าทีแค่เรียน และเลือกเรียน เพื่อจะประกอบอาชีพที่คิดว่าอยากทำ … เขาถึงว่าคนที่จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่คือคนที่อยู่นอกกรอบ  พูดแล้ว คิดถึงหนังสือเล่มหนึ่ง outliers ของ Malcolm Gladwell สนใจหาอ่านกันได้ )

บางทีถ้ายังงงๆกับตัวเอง ว่าจะทำอะไร ก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตก่อน เพราะเมื่อมีเป้าหมายที่ชัด เราก็วางแผนได้เอง

กลับมาเข้าเรื่องเรียนต่อ  … ถ้าการเรียนต่อ นำไปสู่เป้าหมายของตัวเองก็คงตัดสินใจเรียนแน่ แต่ถ้าไม่ แล้วยังอยากเรียน  อาจแบบอยากเรียนเพราะชอบสาขาวิชานี้ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร อย่างที่ Steve Jobs ไปนั่งเรียน choreography สุดท้ายก็ได้ใช้ สร้างอักษรของแอปเปิ้ล  จงพึงระลึกว่า  การเรียนเป็นการลงทุน เพราะฉะนั้นย่อมมีความเสี่ยง  บางครั้งการลงทุนก็ไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่เราหวังไว้เสมอไป

 

ทุกๆวันคือการเรียนรู้  ไม่จำเป็นว่าคุณจะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือไม่

 

เย็นวันหยุดวันหนึ่ง……………หญิงสาวแวะร้านต้นไม้ข้างทาง ที่ตั้งขายเรียงรายบนเส้นทางเดิมที่คุ้นตา  เพื่อเดินดูต้นไม้หรือของประดับเพื่อตกแต่งสวนให้เพลินตา  นี่อาจเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเล็กๆส่วนหนึ่งนอกเหนือจากภาระชีวิตในแต่ละวัน   ชายหนุ่มคนขายเดินเข้ามาหน้าตาประมาณเด็กแนว(หน้า)หน้าตาไม่ค่อยน่าไว้วางใจ  แจกแจงราคาต้นไม้ชนิดต่างๆโดยที่ไม่ทันได้ถามอะไร  หญิงสาวตัดบทบอกความจำนงหลังยืนฟังได้ไม่นานว่า ต้นไม้ที่พูดมามีหมดแล้ว  แค่มีข้อสงสัยบางเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ที่บ้าน  เลยอยากมาถามร้านต้นไม้ว่าดอกไม้ที่บ้านซื้อมาแล้วทำไมถึงไม่ยอมออกดอก  คนขายเด็กแนว…มองหน้าหญิงสาวนิ่งๆทำท่าครุ่นคิดแล้วถามว่า   ” บ้านคุณอยู่ไหน ใหญ่ไม๊ ”    ความระแวงเกิดขึ้นในใจ

” บ้านชั้น…….แล้วมันเกี่ยวอะไรกันด้วยยะ “หญิงสาวคิดในใจแต่สีหน้าแสดงความฉงนออกมานอกใจ

หญิงสาวระวังตัวมากขึ้นแต่ด้วยมารยาทสังคมการสนทนายังคงดำเนินต่อ

น่าน…..ยังไม่หยุด เขายังคงละลาบละล้วงถามต่อ

” ที่บ้านมีต้นไม่กี่ต้นอะไรบ้าง บ้านมีกี่ชั้น”

และถามคำถามต่ออีกหลายเรื่องทั้งที่หญิงสาวคิดว่าไม่น่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เธอต้องการรู้  ด้วยระแวงหญิงสาวจึงตอบไปแบบระวังแทบทุกคำถาม จนเมื่อหญิงสาวตอบแบบเสียไม่ได้ในทุกคำถาม  ความจริงบางอย่างที่สงสัยก็กระจ่าง

เมื่อเขา…สรุปจากข้อมูลที่ได้รับ

“เอ่อ..ที่ต้นไม้ไม่ออกดอกเพราะมีไม้ใหญ่และบ้านบังแสงแดดครับ”   “ส่วนต้นไม้ที่มันโตไม่เต็มที่เพราะคุณปลูกต้นไม้หนาแน่นเกินไป”   และยังสอนวิธีที่จะปลูกต้นไม้ให้ออกดอกสวยงาม   รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆในการดูแลรักษาต้นไม้ที่หญิงสาวไม่เคยรับรู้มาก่อน   ตลอดเวลาที่เขาเปิดบรรยายภาคพิเศษนอกสถานที่   หญิงสาวได้แต่ยืนฟังนิ่ง…………..  ความระแวงถือดีหมดสิ้นไปจากใจ   ซ้ำยังรู้สึกผิดเล็กๆที่ไม่ไว้ใจมองคนอื่นในแง่ลบซะก่อน ทั้งๆที่ยังไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอเขา  ดันไปตัดสินนิสัยคนอื่นซะแล้วว่าเค้าน่าจะเป็นคนคิดประสงค์ไม่ดี   คำสอนหนึ่งที่เคยได้รับจากยายสอนหลานยามอวดดีแว่บขึ้นมาในความคิด

“เปิด ห่อ คำ ยาย”
ผู้เขียน ขนิษฐา ขนิษฐานันท์
ผู้พิมพ์ สนพ.มติชน (ครั้งแรก ส.ค. ๒๕๔๔)

 

 

นักวิจัย อาชีพที่เลือก

เล่าเรื่อง… ก่อนจะกลับไปทำงาน ภายใต้ชื่อว่านักวิจัย

ตอนที่เรียนป.ตรี เภสัชศาสตร์ มีอาจาย์เคยเปรียบเทียบว่าเราเป็นเป็ด บินได้ ว่ายน้ำได้ แต่ก็ไม่ได้บินเก่งไปกว่านก ว่ายน้ำเก่งกว่าปลา พอมาเรียนป.โท ชีวสารสนเทศ Bioinformatics เป็ดตัวเดิมแทนที่จะมาฝึกทักษะเดิมที่มี ให้เก่งขึ้น กลับมาเริ่มเรียนอะไรใหม่ ถ้าใครเคยเห็นรูปนี้

(The illustrated guide to a Ph.D.  http://matt.might.net/articles/phd-school-in-pictures/)  อยากจะบอกว่าที่ตัวเองเรียนอยู่ มันจุดหนึ่งที่ขึ้นพีคสูงขึ้น แต่มันเป็นกลุ่มตะปุ่มตะป่มที่สูงต่ำไม่เท่ากัน เพราะแม้เรียนป.เอก ก็เปลี่ยนมาเรียนอีกสาย เป็น computational drug design เลยไม่ค่อยแน่ใจว่ารูปนี้จะอธิบายชีวิตเราได้  (และก็ไม่คิดว่าจะมีเส้นขอบแห่งความรู้)

แต่แน่ใจอย่างหนึ่งว่า ในการตัดสินใจเลือกเรียนแต่ละครั้งมาจากความชอบ และสนใจที่จะเรียน (จนบางครั้งก็เหมือนจะให้ความสนใจเรื่องอื่นน้อยไป โดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน ครั้งแรกที่ได้เงินเดือนจบป.โท มันน้อยกว่าเงินเดือนป.ตรีหลายพันบาท   จบกลับไปวุฒิป.เอก ขั้นเงินเดือนก็ยังน้อยกว่าเพื่อนที่ทำงานเภสัชตั้งแต่ป.ตรีมาจนถึงป่านนี้     มิน่าเขาถึงว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย อย่าหวังรวย   แต่อย่างน้อยก็ไม่ไส้แห้งละน่ะ   อีกอย่างรัฐก็ลงทุนมาให้เราใช้ชีวิต มีสีสันในต่างประเทศตั้งหลายปี รวมค่าใช้จ่ายก็เยอะอยู่)

 

เราคิดว่า  การเรียนต่อปริญญาเอก กับอาชีพนักวิจัยในบ้านเรา เป็นแพคแกตคู่ เป็นเหมือนสิ่งที่ต้องเรียน    คล้ายกับนศ.แพทย์ที่ต้องเป็น intern ตามแผนกต่างๆ เพื่อฝึกภาคปฏิบัติ   เอาความรู้ที่เรียนมาใช้จริง รู้จักแก้ปัญหา สั่งสมประสบการณ์  อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์เชี่ยวชาญ  และที่สำคัญคือ  ใบปริญญา คล้ายกับวุฒิบัตรวิชาชีพ    (สถาบันวิจัยในประเทศไทย ที่ไม่รวมเอกชน และมหาวิทยาลัยมีกี่ที่ เราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเอาตามสวทช.-สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ– เท่าที่รู้ คือการบรรจุเป็นตำแหน่งนักวิจัย ต้องมีวุฒิป.เอก หรือมีผลงานแสดงมากพอ แล้วขอพิจารณา)

ความตั้งใจ จะทำงานด้านวิจัยตั้งแต่เรียนป.ตรี เภสัชศาสตร์ มันเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับความสนใจ และบุคลิกที่สุด และเมื่อตัดอาชีพตามสาชาที่เรียนมาอื่นๆออกไป ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ “ใช่” ที่สุด

โต มากับร้านขายยา ให้เป็นเภสัชกรประจำร้านยา หรือรพ. ไม่อยู่ในความสนใจเท่าไหร่ มันแอบรู้สึกเบื่อที่ไม่มีอะไรท้าทาย  เป็นผู้แทนยา ไม่ต้องพูดถึง บุคลิกส่วนตัวไม่เข้าแน่นอน เภสัชกรฝ่าย QC QA ตามโรงงานเคยไปสมัคร แล้วก็ได้อยู่ แต่เป็นกับที่ได้ทุนเรียนพอดี จึงเลือกเรียนมากกว่า

งานวิจัย น่าจะเป็นอะไรที่สนุก เพราะเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา อีกอย่างใจก็แอบคิดว่า ทั้งชีวิตเราเรียน และจำมากับสิ่งที่คนอื่นเขาค้นคว้า เอามาให้เราเรียน ขอเป็นคนสร้างความรู้ให้คนอื่นเรียนบ้างได้ไหม

ตอนเรียนป.ตรี เภสัชฯ วิชาที่ชอบจะแป็นทางด้านชีวะวิทยา เพราะอย่างนั้น ตอนที่คิดจะเรียนต่อ ที่สนใจจะเรียนก็จะเป็นทางด้าน biotechnology, pharmacogenomics (เภสัชพันธุศาสตร์) , personalized medicine , bioinformatics (ชีวสารสนเทศ) อีกอย่างคือการคิดค้นยา   รู้ว่างานด้านคิดค้นยานี้โอกาสน้อยมากในบ้านเรา ด้วยต้องใช้เงินวิจัยมหาศาล และเวลาการวิจัย  แถมเราก็ไม่เคยรู้ว่าบ้านเรามีที่ไหนที่ทำด้านนี้จริงจังเป็นpipeline ใหญ่ไปถึงการทดลองในคน ก็เลยไม่ได้คิดว่าจะได้เรียนด้านการคิดค้นยาโดยตรง แต่สุดท้ายก็ได้เรียนในป.เอก

ช่วงนั้นงานด้าน pharmacogenomics, personalized medicine หรือ bioinformatics  นี้ใหม่มากในบ้านเรา (เรียนจบปี 48) ที่อยากเรียนด้าน pharmacogenomics นี้นอกจากความชอบ คิดว่าน่าจะเหมาะกับบ้านเรา   เมืองไทยเรานำเข้ายาเยอะมาก ที่ผลิตในประเทศก็เป็นเพียงยาที่หมดลิขสิทธิ์ เพราะงั้นถ้าเราจะใช้ยาให้เหมาะสมกับแต่ละคนมากขึ้น นอกจากจะดีต่อการรักษาคนไข้ ที่ประสิทธิภาพน่าจะดีขั้น แล้วก็น่าจะลดค่าใช้จ่ายที่ใช้ยาแบบ trial-error

bioinformatics เป็นคำที่กว้างกว่า แต่ก็คิดว่าถ้าเราเอาคอมพิวเตอร์มาใช้งานก็น่าสนุกดี น่าจะลดต้นทุนได้ (ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะตอนทำแลปป.ตรี ก็รู้ว่าสารเคมี อุปกรณ์ แทบทุกอย่างนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยได้บ้างก็น่าจะประหยัดบ้าง   แต่เรียนมาจนถึงวันนี้ แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ โปรแกรม เราก็ต้องใช้ของต่างชาติอยู่ดี แถมแพงมากๆ T_T )

ตอนนั้นสอบเรียนต่อป.โทได้สองที่คือที่ศูนย์พันธุฯ ศาลายา มหิดล กับที่ ม.พระจอมเกล้าฯ ธนบุรี (มจธ) ด้าน bioinformatics ที่มีทุนให้ ก็เลยเลือกมาเรียน bioinformatics ที่มจธ. (เป็นรุ่นที่ 3 ของหลักสูตร บอกแล้วว่า ด้านนี้ใหม่มากในบ้านเรา)   เพราะคิดว่าคงเอาความรู้มาประยุกต์ใช้งานได้มากกว่า บวกกับอยากทำงานอยู่บ้าน เรียนด้านนี้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก อยู่ไหนก็ทำงานได้ถ้ามีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนท

และการมาเรียนป.โท Bioinformatics ทำให้เข้าใจว่างานวิจัยเป็นอย่างไร อีกทั้งการได้ไปฝึกงานต่างประเทศทำให้โลกมันกว้าง และอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากขึ้น

และเมื่อเป้าหมายคือการเป็นนักวิจัย การเรียนต่อปริญญาเอกเป็นเหมือนสิ่งที่ต้องเรียน the must อีกทั้งก็รู้ว่าความรู้ตัวเองก็ดูยังไม่เก่งอะไรสักอย่าง  การเดินทางเพื่อมาเรียนป.เอกที่เยอรมันนี จึงเกิดขึ้น

ติดตามตอนต่อไป

 

 

เป็นอยู่ – เรียนรู้ – ในเยอรมัน ภาค อารัมภบท

เรื่องเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือน ก่อนเดินทางกลับๆไทย  ครบสี่ปีพอดีกับชีวิตนักศึกษาป.เอก ในเยอรมัน

ก่อนมาเรียน เคยตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเวลามาอยู่ที่นี่ แต่แล้วก็ไม่ค่อยได้เขียนเท่าไหร่ เพราะการลงมือเขียนในรายละเอียด ใช้เวลาเยอะมาก (ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาใช้เวลาเขียนกันนานแค่ไหน แต่สำหรับตัวเอง แค่ไม่มีอะไรอย่างน้อยก็เสียเวลาเป็นวันๆ เลยขี้เกียจ … คำนี้คือข้อแก้ตัว และข้ออ้างของทุกสิ่งจริงๆ)  ช่วงนี้พอมีเวลาว่างมาก เลยขอเขียนแก้ตัว แม้จะไม่ใช้เรื่องเที่ยว  แต่เขียนชีวิตที่นี่ให้อ่านกัน เพื่อใครสนใจ  เคยคิดว่าจะเขียนทำไม เพราะอาจจะไม่มีใครอ่านก็ได้  แต่คำตอบที่ได้กับตัว คือ แม้จะไม่มีใครอ่าน แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความทรงจำ และทำให้เราได้ทบทวนกับสิ่งที่เรียนรู้มา และเป็นความตั้งใจที่อยากจะเขียน

พยายามคิดว่าจะเขียนอะไรดี เรื่องในหัวมันเยอะ จนเรียบเรียงไม่ถูก คิดคร่าวๆ คงเป็นประมาณนี้ก่อน

  • Germany , Destiny or Choice ? 
  • หนึ่งชีวิต ในการเรียนรู้อยู่เยอรมันนี
  • สิ่งที่จะคิดถึง เมื่อจากไป

อยากให้เล่าเรื่องอะไรไหม

 

 

ep2 : Halle (Saale)

คร่าวๆ กับเมืองที่อยู่ตอนนี้

เมือง Halle (Saale) ดูจะไม่เป็นที่รู้จักของคนไทย เป็นเมืองในรัฐ Saxony-Anhalt (German: Sachsen-Anhalt) ของเยอรมันนี แต่ก็จัดได้ว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจใImageนอดีต เพราะเป็นเมืองที่ทำเหมืองเกลือ

  • ตามชื่อเมือง Halle มาจากคำว่า ,halen, ของ Brythonic (Welsh/Breton) ที่แปลว่าเกลือ   อย่างเมือง Hallstatt ใน Austria หนึ่งในเมืองโรแมนติกที่คนไทยชอบเที่ยว ใครไปมาแล้วก็จะรู้ว่าเป็นเมืองที่ทำเหมืองเกลือ ส่วนที่วงเล็บ Saale มาจากชื่อแม่น้ำที่ผ่านเมือง ซึ่งรากเดิมก็มาจากคำว่าเกลือของภาษาเยอรมัน

 

เมืองที่เป็นบ้านเกิด George Frideric Handel  นักประพันธ์เพลงชื่อดังคนหนึ่ง เพลงที่คนไทยน่าจะเคยได้ยิน แต่ไม่รู้จักคนประพันธ์คือ Messiah  (https://www.youtube.com/watch?v=IUZEtVbJT5c)  เขาเกิดที่เมืองนี้ แต่ไปดังมากที่อังกฤษ ที่ลอนดอนมีพิพิธภัณฑ์ Handel ด้วย และศพเขาก็ฝังอยู่ที่ Westminster Abbey ในลอนดอน   ใกล้กับที่ฝังเชกสเปียร์

Image

 

รูปปั้น Handel ที่ Markplatz (market square)  ด้านขวาเป็น Red Tower ด้านซ้าย Market church (Marktkirche) หรือ St. Mary’s Church (Marienkirche)

 

 

 

 

 


มีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเยอรมัน Martin Luther University Halle-Wttenberg ก่อตั้งปี 1817 โดยรวมสองมหาวิทยาลัย University of Wittenberg (ก่อตั้งปี 1502) กับ University of Halle (ก่อตั้งปี 1691).

  • มหาวิยาลัยที่เก่าแก่สุดของเยอรมันนี คือ Ruprecht-Karls-Universität Heidelberg (Heidelberg University, Ruperto Carola) ที่เมือง Heidelberg ในรัฐ  Baden-Württemberg ก่อตั้งในปี 1386

 

 Francke Foundations (Franckesche Stiftungen)  

Stamp_Germany_1998_MiNr2011_Franckesche_Stiftungen

 August Hermann Francke ก่อตั้งแรกเริ่มเป็นโรงเรียนศาสนาสำหรับเด็กยากไร้ เด็กกำพร้า ต่อมาก็พัฒนาเป็นสถาบันฝึกสอนด้านต่างๆ เช่นการทำธุรกิจร้านขายยา ร้านหนังสือ  ปัจุบันเป็นมีทั้งศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์  ที่ทำงานวิจัย  เรียกได้ว่าเป็นทั้งแหล่งสะสมของทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคม การศึกษา และศาสนา 
  • เสนอชื่อจดทะเบียน UNESCO World Heritage Site มาตั้งแต่ปี1999

 


 

ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างคือโรงงานชอกโกแลตที่เก่าแก่ที่สุดของเยอรมัน  Halloren Chocolate factory (Halloren Schokoladenfabrik AG) ก่อตั้งปี 1804 โดย Friedrich August Miethe  ชื่อเดิมคือ Mignon แต่หลังสงครามโลกก็เปลี่ยนมาเป็น Halloren

  • Mignon เป็นชื่อจากตัวละครเรื่อง Wilhelm Meister’s Apprenticeship ของ Goethe  ตอนแรก Johannes David (ลูกชายคนที่สามของ  Friedrich David) ตั้งเป็นชื่อของ praline ชนิดหนึ่ง แต่มันดังมาก ดังนั้นตั้งแต่ปี 1890 สินค้าต่างๆที่ผลิตออกมาก็เลยใช้ชื่อนี้เป็นคล้ายแบรนด์  แล้วในช่วงสงครามโลก เศรษกิจด้านนี้ก็ซบเซาลง อีกทั้ง เขาถูกสงสัยว่ามีเชื้อสายยิว เขาก็เลยถูกบีบบังคับให้เปลี่ยน นามสกุล เขาก็เลยเปลี่ยนมาใช้ Mignon และโรงงานจากชื่อ ‘David Sohne AG’ ‘Mignon Schkoladenwerke AG’ ตั้งแต่ปี 1933  และการที่เศรษกิจแย่ ชอกโกแลตก็หายาก ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานชอกโกแลต เลยกลายเป็นที่ผลิดยุทโธปกรทางทหารแทน

Praline (Filled Chocolates)  เป็นชื่อเรียกชอกโกแลตประเภทหนึ่ง ซึ่งมีขนาดพอดีคำ ลักษณะกลม  และมีส่วนผสมชอกโกแลตอย่างน้อย 25% ภายในชอกโกแลตก็จะมีไส้ต่างๆ คุณภาพของ praline ก็ขึ้นอยู่กับไส้ข้างใน อย่าง truffle chocolate ก็จะเป็นชอกโกแลตลูกกลมที่ข้างในจะเป็น canache (ganache : ประมาณครีมน้ำตาลเชื่อม ) 


  • ในปี 1950 ห้าปีหลังจบสงครามโลก โรงงานชอกโกแลต Mignon ที่เป็นธุรกิจครอบครัวก็จบลง (สามรุ่น) โดยรวมกับบริษัท the Most chocolate factory  แล้วรู้จักกันในชื่อ ‘Kombinat SueSSwaren’ (combined sweets) จนปี 1952 เพื่อการแข่งขันทางด้านการค้า    บริษัทเลยตั้งชื่อเป็น Halloren chocolate factory และปีเดียวกันนี้เอง ที่บริษัทออกสินค้าที่เป็นที่ที่นิยม และรู้จักกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ Original Halloren Kugeln ชื่อนี้มาจากกระดุมสีเงินบนชุดคนงานที่ทำเกลือ  อย่างที่บอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองเกลือ เพราะฉะนั้นการเอาสัญลักษณ์นี้มาใช้จะบ่งบอกวัฒนธรรม สัญลักษณ์ของเมืองได้ชัดเจน
  • Salzwirker-Bruderschaft im Thake zu Halle = the Brotherhood of workers simmering salt from brine in the valley of Halle  ปี 1491 มีการจัดตั้งเป็นสมาคมของคนทำเกลือ ซึ่งคนงานพวกนี้จะเรียกว่า Halloren

Image

ชุดของ Halloren

 

Image

ด้านหน้าโรงงานชอกโกแลต Halloren ข้างในมีพิพิธภัณฑ์

 

 

Imageรูปปั้น Handel โดยชอกโกแลตImageทั้งห้องทำจากชอกโกแลต