เรียนรู้การเขียนเสนอทุนโครงการวิจัย

การเรียนจบปริญญาเอกกลับมา ทำงานเป็นนักวิจัย เหมือนกลับมาเริ่มนับหนึ่งในโรงเรียนใหม่อีกที่ เพียงแต่ว่า คงจะไม่มีใครเรียกว่าโรงเรียน เท่านั้นเอง

ด้วยงานในด้านวิจัย ลักษณะงาน การเจริญก้าวหน้าทางอาชีพ ก็มีอะไรที่แตกต่างจากงานอื่นๆมาก

ตามสถานะเรายังเป็นนักวิจัยใหม่ และยังเรียกว่าเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ (โดยทั่วไป ถ้าเอาตามอายุ จะน้อยกว่า 35 ปี แต่อย่าง Thai Young Scientists Academy -TYSA  ไทยซ่า  ตั้งไว้ที่ 45 ปี) แต่จริงๆคงเรียกตามประสบการณ์ และการขอทุนก็เป็นตัวชี้วัดหนึ่ง

การเขียนขอทุนวิจัยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ ที่จะเขียนต่อไปเป็นสิ่งที่เราเรียน รับฟังมาจากการไปสัมมนาสองงานหลัก งานแรกคือสัมมนานักเรียนทุน (วิทยากรที่พูดเรื่องทุน คือ  ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์) กับการสัมมนาตามรอยนักวิทยาศาตร์รางวัลโนเบล (วิทยากร เรื่องการเขียนขอทุน คือ ดร.วัชระ กสิณฤกษ์) ตัวเอง ณ ขณะนี้ ไม่มีประสบการณ์ในการเขียนข้อทุนวิจัย นี่เป็นเพียงสิ่งที่เราจดจำมา ขอสรุปแต่หัวข้อที่เราจดไว้เตือนใจ

  • แหล่งทุนในประเทศ : สกว. / สวทช. / วช.
  • การเขียนข้อทุน ไม่ใช่เพียงแต่คิดว่าจะเขียนอย่างไงให้ได้ทุน แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าเราจะต้องทำงานวิจัย และส่งมอบได้สำเร็จ ตามกำหนดเวลา และนี่ก็เป็นที่อาจารย์มักแนะนำว่า ก่อนที่จะข้อทุน คือมีข้อมูลบางส่วนแล้ว มีบางอย่างในมือ ที่มั่นใจว่างานจะทำได้   เพราะถ้าอย่างทุน กำหนด 2 ปี ซึ่งต้องมีผลงานตีพิมพ์  ซึ่งถ้าคิดว่ากว่าจะได้ตีพิมพ์ 6 เดือน นั้นหมายความว่ามีเวลาทำวิจัยหนึ่งปีครึ่ง ไหนต้องคิดว่ากว่าเงินทุนจะมา การจัดการซื้อของ กว่าจะเริ่ม  เพราะฉะนั้นที่อาจารย์หลายคนพูดตรงกัน การเขียนทุนตรงนั้น ส่วนหนึ่งคือการขอทุนที่จะทำไว้เพื่อต่อโปรเจคน์ถัดไป
  • ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ถ้าได้ทุน แล้วปิดโครงการไม่ได้ตามกำหนดเวลาจะเกิดอะไรขึ้น   นักวิจัยจะถูกขึ้นบัญชีดำ คือโอกาสที่จะได้ทุนต่อไปยากขึ้น  ไม่ใช่แค่เพียงจากแหล่งทุนนั้น แต่หมายถึงทุนอื่นๆภายในประเทศด้วย เพราะ ผู้ชำนาญการที่พิจารณาให้ทุนในแต่ละสาขาวิชามีน้อย กรรมการที่พิจารณาทุน A ก็อาจเป็นคนกลุ่มเดียวกัน กับกรรมการทุน B เพราะฉะนั้น กรรมการจำได้ว่าคุณมีความสามารถยังไง การขึ้นบัญชีดำในทุน A อาจไม่ใช่ผลกระทบโดยตรง แต่มันมีผลต่อการตัดสินใจของกรรมการผู้พิจารณทุน B (และเมื่อกรรมการเป็นคนกลุ่มเดิม เขาจะมองออกว่างานวิจัยที่เราเขียนเสนอไปแต่ละครั้ง มันเติบโต มันใหม่กว่างานเดิมไหม  มีผลต่อการประเมินโครงการ)
  • แล้วนักวิจัยจบใหม่ กลับมาจะทำอย่างไร ??? อาจารย์แนะนำว่า   เริ่มจากขอทุนภายในองค์กรก่อน ที่เราเข้าใจคือ อย่างแรกคือโอกาสได้ง่ายกว่า อย่างที่สองคือ ถ้าปิดทุนไม่ทันตามกำหนดเวลา ยังส่งผลน้อยกว่าที่เราไปขอทุนภายนอก

อย่างทุนสกว. ไม่แนะนำให้ขอแต่แรก  เพราะทุนนี้จะมีการแบ่งระดับเริ่มจากประสบการณ์น้อย ไปมาก ในการขอทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ถ้าถูกขึ้นบัญชีดำแต่แรก คงแย่

–  ทุนนักวิจัยรุ่นใหม่ (0.6 M)

–  ทุนนักวิจัยรุ่นกลาง (เมธีวิจัย สกว. 1.2M)

– ทุนองค์ความรู้ใหม่ (วุฒิเมธีวิจัย 2M)

– เมธีวิจัยอาวุโส (7.5M)

– ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น (9M)

  • การพิจารณาไม่ใช่เพียงความสามารถ PI : Principle Investigator แต่ขีดความสามารถของนักวิจัยที่ปรึกษาด้วย  ช่วง ห้าปีแรก ก่อนที่จะสร้างชื่อเป็นที่รู้จัก ก็พึงพิงต้นไม่ใหญ่ไปก่อน
  • จะขอทุนอะไร ศึกษาให้ดีว่าแต่ละทุนมีวัตถุประสงค์อะไร สอดคล้องกับงานวิจัยเราไหม
  • โจทย์วิจัย ต้องนำไปสู่ การตอบโจทย์ ปัญหาประเทศ / งานเป็นรูปธรรม หรือมีโอกาสที่จะนำไปปใช้ได้จริง / สร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือขัดแย้งองค์ความรู้เดิม
  • การทำ literature review มีความสำคัญมา ตอ้งบอกได้ว่างานที่จะทำมันต่างจากงานเดิมๆอย่างไร และให้ระวังเรื่องการซ้ำซ้อน อย่างถ้าคิดว่าจะมีสิทธิบัตรเกิดขึ้นจากงานวิจัยนี้ ให้สืบค้นสิทธิบัตรด้วย ถ้ามั่นใจ ในการเขียนข้อเสนอโครงการก็เขียนไปด้วยว่าได้สืบค้นสิธิบัตรแล้ว ไม่พบความซ้ำซ้อน
  • วัตถุประสงค์ ต้องบอกได้ว่าทำไมต้องทำวิจัย สำคัญอย่างไร และข้อสรุปหรือผลที่ได้มีลกระทบ หรือเอาไปใช้อะไรได้
  • ระเบียบวิธีวิจัย :: ต้องบอกได้ว่าจะใช้อะไรมาตอบโจทย์ และตอบให้ตรงวัตถุประสงค์
  • แผนการดำเนินงาน :: ให้สมจริง และทำได้  ถ้าได้ทุนแล้วแต่ต้องงบน้อยกว่า เกินที่ทำได้จริงจะลำบาก  อย่าลืมคิดค่าบริหารโครงการ

DSC_0006DSC_0009_1 DSC_0008_3 DSC_0004_1

  • การตีพิมพ์ผลงาน อย่าตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ใน Beall’s list
  • BIODATA   http://biodata.trf.or.th/   ฐานข้อมูลนักวิชาการประเทศไทย

 

แนะนำอ่าน

How to apply for research funding: 10 tips for academics

http://www.theguardian.com/higher-education-network/2015/may/10/how-to-apply-for-research-funding-10-tips-for-academics

 

Advertisements