หนึ่งชีวิตต่างแดน เยอรมันนี …อารมณ์ ความรู้สึก หัวใจ

ความจริงเขียนเรื่องอื่นค้างไว้ แต่ยกอันนี้มาก่อน เพราะรู้สึกจะเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกวันนี้  ในวันที่ร่างกายเจ็บป่วย จิตใจก็ดูหวั่นไหวง่ายกว่าปกติ

ในสายตาคนอื่น เราคงเป็นคนนิ่งมาก และดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอะไร แต่จริงๆเราก็คงเหมือนคนทั่วไป (ดูหนังซึ้งๆก็มีน้ำตาน่ะ) ความรู้สึกคงมี  แต่การแสดงออกอาจจะแตกต่าง เพราะคงด้วยประสบการณ์ การเรียนรู้ต่างๆที่มีเข้ามาในชีวิตมั้ง

การมาอยู่ต่างประเทศ ท่ามกลางผู้คนที่ต่างวัฒนธรรม ภาษา ด้วยตัวคนเดียว ในยามที่มีปัญหา จะหันไปปรึกษาใครก็คงจะยาก แม้ว่าเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้จะทำให้เหมือนเราติดต่อกับเพื่อน คนรัก ได้ตลอดเวลา แต่ความรู้สึกยามมีคนอยู่ใกล้ชิด กับห่างไกลย่อมแตกต่างกัน

 

ความเหงา  เพื่อนสนิทที่มักเข้ามาทักทาย

ความเหงาเป็นไง จะเคยรู้บ้างไหม …ความเดียวดายเป็นไง จะเคยเจอหรือยัง

เธอเคยบ้างหรือเปล่า เมื่อมองบนฟ้าไกล  มีแค่ความว่างเปล่าที่เกาะกินหัวใจ เหงาทั้งทั้งที่มีผู้คน เหงาทั้งทั้งที่มีคนมากมาย  เธอคิดว่าฉันมีความสุขใจหรือ 

ความเหงาเป็นอารมณ์ที่ทุกคนมี แต่การรับมือกับความเหงาคงแตกต่างกัน อย่างการโพสต์บนเฟสบุ๊คแล้วมีคนมาตอบ มันทำให้คนเรารู้สึกมีตัวตน และความเหงาก็คงลดลงมั้ง  บางคนเลือกที่จะจมอยู่กับความรู้สึก ทำตัวดราม่าเปิดเพลงเศร้า ให้มันสะเทือนใจไปอีก ตัวเองก็รู้สึกเหงาบ่อยๆ เราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก แต่แทนที่ไปทำตัวตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะพยายามหาอะไรทำ เพราะคนเราจะเหงา เมื่ออยู่คนเดียว และไม่รู้จะทำอะไร  หรือมีอะไรทำแต่ไม่อยากเช่น งานที่มีท่วมหัว  (แต่ถ้างานมันเป็นไฟลนก้น ความเหงาจะถูกแผดเผาไปเลย) เลือกไปทำอะไรที่ทำให้จิตใจตัวเองแจ่มใสขึ้น การออกไปเดินเล่น ถ่ายรูป เห็นอะไรที่สวยงามจะโน้มน้าวใจจากด้านมัวๆให้สว่างขึ้น

 ความเหงา กับใครสักคน  

มีหลายคนบอกว่า ถ้าเหงาทำไมไม่หาแฟน พูดง่าย แต่การหาแฟนสักคนมันยากน่ะ  (จริงไหมจ๊ะ คนโสดทุกคน) และเราก็ไม่เคยคิดจะหาใครเข้ามาในชีวิตเพราะความเหงา  การเลือกอะไรสักอย่างในตอนที่เราอ่อนแอ มักได้ของไม่ดี แฟนสักคน…คงไม่ใช่อะไรก็ได้ จริงไหม   แล้วบางที่การเหงาตอนไม่มีใคร มันทรมานใจน้อยกว่าเหงาตอนมีใคร แล้วไม่ได้รับความสนใจตามที่เราคิดอีกน่ะ

ตอนไม่มีใคร เรารู้แน่ว่าจะเหงา แต่ตอนมีแฟน เราไม่รู้ว่าจะมีทุกข์อะไรบ้างที่จะตามเข้ามา

เราเคยอ่านที่ดังตฤณพูดไว้ประมาณนี้แหละ

เราไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะไม่หวั่นไหว (ต่อให้ให้เป็นอิฐปูนโดนความร้อน มันก็ร้อนนะ)  ความรู้สึกวาบหวาม ถูกใจ ชอบใจอย่างชายหญิงมันก็มี แต่มันก็มีสมองที่จะควบคุม แทนที่จะปล่อยไปตามอารมณ์เสียทั้งหมด  ยิ่งรู้ว่าเรามาที่นี่เพื่อเรียน อย่างมากก็อยู่สี่ปี   สุดท้ายก็ต้องจากลา  เก็บความรู้สึกดีๆ ด้วยคำว่าเพื่อนมันดีกว่าจากและจบกันด้วยคำว่า เลิก และกลายเป็นเพียงคนที่เคยรู้จัก ที่เรียกว่าแฟนจริงไหม  อยากน้อยเวลาเราย้อนนึกถึงมันก็ยังสุขใจ    ยิ่งกว่านี้เราก็คิดว่าอย่าทำให้ใครเสียเวลาเลย    เราว่าการจากลากับคนที่เรามีความผูกพัน มันยากที่จะรับมือยิ่งกว่าความเหงาอีกน่ะ   พูดไปงั้นแหละ จริงๆไม่เห็นจะมีใครเข้ามาเลย

 

ไม่ใช่แค่ความเหงา เบื่อ ท้อแท้ เหนื่อย(ใจ) และอีกหลากอารมณ์โดยเฉพาะผู้หญิง ที่เหมือนเปลี่ยนแปลงทั้งวัน  และยากแก่การคาดคะเนยิ่งการดัชนีหุ้น   เราว่าการรับมือไม่ว่าอารมณ์ไหนก็คงคล้ายๆกัน คือต้องรู้จักฝึกสติ   เมื่อมีอารมณ์เหล่านั้น แล้วรู้ตัวให้ทัน   แต่เราอาจจะยังมีจิตใจไม่เข็มแข็งพอ รู้ว่าเศร้า รู้ว่าเหงา แต่ไม่รู้จะออกจากอารมณ์นั้นอย่างไง   บางคนอาจจะโทรหาเพื่อน พูดคุยคงช่วยคลายใจได้ แต่ถ้าเราต้องอยู่คนเดียวกับอีกซีกโลก จะโทรไปหาเพื่อนที่ไทยก็อาจเป็นเวลานอนของเพื่อนอยู่ บางทีเพื่อนไม่รับสายก็ยิ่งหงุดหงิดไปอีก ยิ่งเป็นแฟนไม่ต้องพูด จากเหงาเริ่มกลายเป็นคิดฟุ้งซ่านกลัวเขาจะไปมีคนอื่น

 

ทำยังไงเราจะอยู่คนเดียวได้ ในเวลาแบบนี้ 

การจัดการอารมณ์เรา ยังไม่ได้ดี แต่ก็พยายามปรับปรุง  ไม่อยากจะแก่กะโหลกกะลา

1535716_661265833912577_183117342_n แผนรับมือ

เหมือนกับนักกีฬาพวกยูโด ที่ต้องฝึกล้มล่ะมั้ง นอกจากเขาจะฝึกทุ่มคู่ต่อสู้ การล้มให้ถูกท่านี่ดูเหมือนจะเป็นพื้นฐานแรกที่ต้องทำให้เป็น (ตามความเข้าใจการ์ตูนที่อ่านมา)  อารมณ์คงเหมือนคู่ต่อสู่ ถ้าเราเก่งพอก็ทุ่มกลับไปได้ แต่ถ้าไม่  ก็ต้องรู้จักล้มยังไงไม่ให้เจ็บตัว

สำหรับตัวเอง   เราว่าธรรมะมีส่วนช่วยกับเรามาก ก่อนที่จะบอกว่า ธรรมะช่วยเราอย่างไงนะเหรอ มาพูดไปแนววิทยาศาสตร์สักหน่อย สมองคนเรามี mirror neuron  ซึ่ง คนเรามักมีการตอบสนองตามสิ่งที่เราเคยเรียนรู้ หรือสะสมมา แม้เราจะไม่รู้ตัวก็ตามที  เคยสงสัยไหม ว่าทำไหมบางที เราถึงตัดสินใจทำอะไรไปในตอนนั้น ทั้งๆที่เราไม่รู้ตัว  ดูอย่างเด็กๆ ที่มักทำพฤติกรรมเลียนแบบ  ต่อให้โตเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ถ้าไม่มีสติ (ซึ่งปกติเราก็ไม่ค่อยมี ว่าไหม )

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกันอย่างไง

เวลาว่างส่วนหนึ่งนอกจากกิจกรรมบรรเทิงต่างๆ เรามัก ฟัง อ่านธรรมะบ้าง (เดี๋ยวนี้เวปที่ว่าธรรมะมีเยอะมาก เลือกฟัง และศึกษาอย่างใช้ปัญญาด้วยนะ)  มันเหมือนกับการบันทึกข้อมูลดีๆ เข้าไปในเมมอรี่เราบ้าง เวลาเราเจอปัญหา หรือท้อแท้ เศร้า เหงา อะไรก็ตาม มันคล้ายกับว่ามันจะมีเสียงในหัวขึ้นมาเตือนใจ  เหมือนพยายามสร้างระบบอัตโนมัติเมื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน  ใครไม่ชอบอ่านธรรมะก็ลองอ่านหนังสือ ข้อความ ที่มันจรรโลงใจ ให้กำลังใจ เลือกเพลงที่มีสาระดีๆบ้าง (เราว่าทุกคนน่าจะเคยเป็น ที่อยู่ดีๆ ก็มีเพลงที่แม้ไม่ได้ฟังมานาน เข้ามาในหัว)

สร้างภูมิต้านทานให้ชีวิตบ้าง  ไม่ใช่เฉพาะตอนที่มีปัญหา แต่เป็นการย้ำกับตัวเอง และเตือนตัวเองให้รู้จักมีสติในตลอดเวลา ฝึกรู้ทันใจมันบ่อยๆ  เวลาเราพูดกับคนอื่นว่า  “ช่างมันเถอะ”  “ไม่เป็นไร” มันง่ายน่ะ แต่พอเจอเรื่องกับตัวเอง ทำได้ไหมล่ะ    ปากก็ว่าไม่เป็นไร แต่ใจมันเป็นน่ะ ว่าไหมล่ะ

ตอนนี้เราก็ยังเป็นคนที่อ่อนแอ ยังร้องไห้เศร้า ท้อแท้เหนื่อยใจ ( ก็คนธรรมดานี่น่ะ ไม่ใช่พระอรหันต์ตรัสรู้ที่จะดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์โดยสิ้นเชิง )  แต่ก็จะเลือกอ่อนแอ แต่พองาม และเลือกที่จะเข้มแข็งขึ้น

เราเคยบอกน้องคนหนึ่งว่า คนเราก็รู้น่ะ แต่ก็อยากทำตัวดราม่าบ้างบางที    เป็นไหมล่ะ   อย่างอยู่คนเดียวเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอกน่ะ เห็นพระอาทิตย์ตก เริ่มบิ้วอารมณ์ตัวเองแหละ เหงา เริ่มคิดนู้น คิดนี้ เรื่องเก่าก็ขุดขึ้นมา พ้อ ร้องไห้ซะอย่างนั้น   ทั้งๆที่ก็น่าจะรู้น่ะว่าทำไปก็ไม่ได้อะไร  แต่อยากเป็นนางเอกแบบในหนังบ้างมั้ง   อารมณ์แบบนี้เห็นได้บ่อยๆตามโพสต์  ไม่ต้องไปทำอะไรหรอกน่ะ เดี๋ยวก็สั่งคัทตัวเอง เปลี่ยนบทเล่นใหม่  (แต่ถ้าโพสต์ แล้วได้รับความสนใจ  เดี๋ยวอีกไม่นานคุณจะได้รับชมฉากแบบนี้ซ้ำ   หรือเอากลับมารีรัน ว่าไหม)

อ่อนแอ แต่พองาม คือ ไม่ใช่ว่าเศร้า ท้อแท้แล้วจะมาร้องไห้ คร่ำครวญรอใครสักคนมาโอบกอดฉุดมือดึงขึ้นมาอะไรอย่างนั้น  ต้องแบบฉากเศร้า น้ำตานองหน้า แต่ปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้กับเองได้  ลุกด้วยตัวเองได้

ธรรมะสอนอะไรเรานะเหรอ

ถ้าเปรียบอารมณ์ เป็นกองไฟ เราก็รู้ตัวว่าจะไม่ใส่ฟืนเพิ่มไฟให้มันลุกขึ้นอีก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องรอให้มันมอดเหมือนกัน

อย่างเวลา เรารู้สึกเศร้า แล้วออกไปดูหนัง ช้อปปิ้ง ก็คล้ายกัน  เพราะจิตคนเรารับรู้ได้ทีละอย่าง เมื่อเราเอาจิตไปเกาะกับสิ่งอื่น ก็เหมือนเราไม่เติมฟืนไปเดี๋ยวมันก็มอด  บางทีใกล้มอด เรายังไปไปเอาเชื้อมาก่ออีกก็มี อย่างพอช้อปปิ้งเสร็จ เดี๋ยวก็คิดเศร้าอีกได้ หรือช้อปจนตังหมด ทุกข์อย่างอื่นแทนเข้ามาอีก

แต่ทางพุทธศานา สอนว่าแทนที่เราจะเอาจิตไปเกาะกับสิ่งภายนอก ไปพึ่งสิ่งอื่น  ให้มาอยู่ภายในตัวเอง พึ่งตนเอง  อย่างการรับรู้กาย เหมือนที่เขาดูลมหายใจ รับรู้สัมผัส สิ่งที่มากระทบหรือดูอารมณ์ ดูจิต  พิจารณาเป็นสิ่งเกิด ดับ ไม่เที่ยง หรือพิจารณาว่าไม่ใช่ตัวตน   อะไรประมาณนั้น    จำได้ไหม เวลาโกรธ ให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ นี่ก็หลักการเดียวกัน    เราก็ยังไม่เข้าใจลึกซึ้งมาก แต่สิ่งเหล่านี้มันก็ยังดีกว่า ปล่อยใจให้คิดแล้วทุกข์ หรือนั่งเหม่อเป็นวัวควายเคี้ยวเอื้องเป็นชั่วโมงๆ

เราว่าพระพุทธศานาสอนกลยุทธ วิธีการไว้มากมายเลย  แต่คนที่ไม่เคยฝึก ใช่ว่าจะใช้ได้ใช่ไหม (อ่าว เขียนมาตั้งยาว) ฝึกมาบ้าง ยังเอาไม่อยู่เลย

อย่างพอเหงา เศร้าขึ้นมา บอกให้มาอยู่กับลมหายใจ เข้า-ออก ใครจะทำจริงไหม  มันไม่ใชสิ่งที่จิตชอบ   แต่บอกว่าเหงาแล้วไปหาอะไรอร่อยๆกินดีกว่า   แค่คิดใจก็กระโดดไปอาหารจานโปรด เหมือนมาอยู่ตรงหน้าแล้ว  ลืมเหงาไปชั่วขณะทันที   หรือพอเห็นป้ายลดราคา 50% อะไรอย่างนั้น   เมื่อจิตใจมันอาจจะไม่แข็งแรงพอ ก็ต้องรู้จักฉลาดที่จะหาอะไรทำ   ทำไปแล้วเดือดร้อนไหม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร เรื่องอย่างนี้คงต้องฝึกกันบ่อยๆ ถ้าตอนอารมณ์เล็กๆน้อยๆยังจัดการไม่ได้ พอก่อตัวเป็นพายุไม่ต้องพูดกัน  ทางที่ดีอย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง มีเวลามาฟุ้งซ่านมากนัก รู้จักเลือกเสพข้อมูลข่าวสารบ้าง    ฝึกที่จะอยู่กับตัวเองบ้างน่าจะดี

ถ้าท้อแท้ หรือเหนื่อย พักก่อนก็ได้ ฝืนไปก็ไม่ได้ประโยชน์ นึกถึงเป้าหมาย แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นทางที่จะเดิน หรือมันจะรกจนไม่น่าเดิน   แต่ถ้าเราไม่เดิน ยังไงก็ไม่มีทางถึงเป้าหมายจริงไหม  ใครจะรู้ว่าเราเดินมาใกล้ถึงจุดหมายแค่ไหนแล้ว
ชีวิตต่างแดน เราอาจจะดูเหมือนอยู่คนเดียว แต่ไม่เดียวดายหรอกน่ะ เราเชื่อว่าทุกคนต่างมีคนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน หรือคนรักก็ตาม  คนที่พร้อมจะเป็นกำลังใจให้เราเสมอ  นึกถึงเพลงดอกหญ้าในป่าปูน  นอกจากที่เราจะทำอะไรเพื่อตนเอง คิดถึงว่าจะทำให้คนที่เรารักภูมิใจ มันจะมีแรงที่ทำให้เราฝ่าฝันปัญหาไปได้

….

น่าอ่านน่ะ

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=459752827494295&id=182989118504002&substory_index=0

 

Advertisements

หนึ่งชีวิตต่างแดน เยอรมันนี (2) … ที่อยู่

บอกก่อนอ่าน …. นี่เป็นเรื่องเล่าประสบการณ์ของนักเรียนทุนคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตเรียนอยู่เยอรมันมาสี่ปี  ใช้ชีวิตแบบธรรมดา ไม่ดราม่า

 

หาที่อยู่

การหาที่อยู่ก่อนมาเยอรมันยากเอาเรื่อง เพราะนอกจากภาษาที่ประกาศทุกอย่างเป็นเยอรมัน และการที่เขาจะให้ใครเช่าห้อง ก็ต้องมีการมาดูห้องกันก่อน ชีวิตจะง่ายขึ้นถ้ามีคนทางนี้ช่วยติดต่อหาห้องพักให้ ความยากง่ายขึ้นกับแต่ละเมืองด้วย    เมืองที่อยู่นี่อาจจะหาที่อยู่ไม่ยากนัก และราคาที่พักก็ไม่แพงถ้าเทียบกับเมืองใหญ่

การหาที่พัก ตอนก่อนที่เราจะมา ก็เครียดเหมือนกันเพราะจองหอมหาวิทยาลัยไปก็เต็ม จะมาอยู่แล้วยังไม่มีที่พัก จะมาพักตาม youth hotel หรือโรงแรมก็แพง  สุดท้ายก็โชคดีที่ได้ห้อง WG (Wohnung – zimmer) ซึ่งเขาจะปล่อยเช่าช่วงสั้นๆ ตอนที่เจ้าของห้องไปที่อื่น  ห้องเช่าแบบนี้จะมีประกาศอยู่เรื่อยๆ  ระบุว่าห้องว่างให้เช่าช่วงไหนถึงตอนไหน นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะห้องแบบนี้จะมีอุปกรณ์ครบเหมาะแก่คนเพิ่งมาใหม่ (อันนี้ก็แล้วแต่ตกลงกับเจ้าของห้องที่เขาให้เช่าด้วย)  โชคดีอีกอย่าง คือตอนแรกเขาจะให้โอนเงินมัดจำไปก่อน แต่เราว่าค่าโอนมันจะแพง ค่าไปจ่ายวันที่ไปถึงได้ไหม เขาก็เข้าใจและยอม  แม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้เจอเจ้าของห้อง เพราะตอนเราไป และย้ายออกเขาก็ยังไม่กลับมา แต่ก็น่าจะเป็นคนน่ารัก รู้ว่าเป็นสาวจีน มีเขียนโน๊ตทิ้งไว้ให้เราทุกอย่าง แถมมีบะหมี่ทิ้งไว้ให้ด้วย ซึ่งช่วยชีวิตเราได้มาก เพราะไปถึงเสาร์เย็น หาซุปเปอร์มาร์เกตแถวบ้านไม่เจอ คอมที่เอามาก็ดันเสีย ใช้อินเตอร์เนทไม่ได้ เพื่อนร่วมห้องสาวเยอรมันอยู่ในช่วงพักร้อนท่องเที่ยว ไม่มีใครให้ถามได้ จะไปรบกวนข้างห้องที่เขาเป็นคนรอเอากุญแจมาให้ก็เกรงใจ ยิ่งวันอาทิตย์ถือว่าเป็นวันพักผ่อนของคนเยอรมันด้วย  ร้านค้าก็ปิด มีบะหมี่ที่เขาวางไว้ให้นี่แหละช่วยเราไว้ 🙂

WG อ่านว่า เวเก  (Wohnung – zimmer) เป็นห้องแชร์ คือจะมีห้องครัว ห้องน้ำรวม  บางที่ก็มีห้องนั่งเล่น   แต่ห้องนอนแยก จำนวนคนก็อาจจะตั้งแต่สองคนขึ้นไป ส่วนใหญ่ห้องแบบนี้มักจะต้องมีนัดคุยกันก่อน เพราะทุกคนที่เช่าห้องอยู่ก่อน ต้องประเมินว่าควรจะให้ใครมาเช่าห้องอยู่ด้วย   โดยเฉพาะถ้าเช่าอยู่ยาวๆ เพราะอย่างงั้น ห้องแบบนี้บางทีก็อาจได้ยากเหมือนกัน

ระหว่าง ที่อยู่ WG สามเดือนแรกที่มา ก็หาหอพักที่จะอยู่ยาวจนเรียนจบ ยุ่งยากอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้ห้องอพาร์ทเมนท์ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นี่  (ยังรู้สึกขอบคุณตลอด) เป็นห้องที่ทำให้เราใช้ชีวิตตลอดเวลาที่เรียนได้สบายมาก เพราะใกล้มหาวิทยาลัย เดินไปก็แค่ไม่เกินสามสิบนาที ใกล้ป้ายรถแทรมหลายสาย ใช้เวลาเดินทางไปทำงานก็ห้านาที หรือจะไปในเมืองก็แค่สิบนาที  ห้องที่ได้เป็นห้องเปล่า เป็นห้องเดี๋ยว มีครัวเล็กๆ กับห้องน้ำแยก  ซึ่งส่วนใหญ่ห้องเช่าที่นี่ก็จะเป็นห้องเปล่าทั้งนั้น ห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์จะแพงมาก

ห้องราคาประมาณ 210 ยูโร ขนาด 33 ตารางเมตร   (ถ้าไปถามคนเยอรมันว่าบ้านใหญ่แค่ไหน ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาอาจจะตอบว่ากี่ห้องนอน ห้องน้ำ  แต่คนเยอรมันจะบอกเป็นขนาดพื้นที่)  ราคานี้รวมค่าน้ำ และฮีทเตอร์ที่เก็บล่วงหน้า แต่ถ้าใช้เกินกว่าที่เขาเก็บก็จะมีบิลมาแจ้งนะจ๊ะ    ราคาค่าน้ำ ไฟที่นี่แพงมากน่ะ (มีเพื่อนโดนเรียกเก็บเพิ่มถึงห้าร้อยยูโร ในช่วงเวลาสามเดือน) เพราะอย่างนั้นเขาจะใช้กันอย่างประหยัดมาก  ด้วยเหตุนี้เขาเลยไม่ค่อยอาบน้ำกันมั้ง   แต่จริงๆ คนเยอรมันเป็นคนประหยัด และคิดถึงธรรรมชาติ    ใครมาอยู่ ก็ใช้กันอย่างประหยัดนะจ๊ะ ไม่ใช่แค่เงิน แต่อนุรักษ์ทรัพยากรด้วย      ส่วนราคานี้ค่าไฟยังไม่รวม ต้องไปติดต่อกับบริษัทที่ให้บริการไฟฟ้าอีก  คล้ายๆกันคือที่นี่เขาจะประเมินคร่าวๆก่อนว่าจะเก็บล่วงหน้าเดือนละเท่าไหร่ แล้วค่อยดูทุกๆหกเดือนว่า จะเรียกเก็บแต่ละเดือนเพิ่มไหม

DSC01328

เมื่อได้ห้อง ก็ต้องหาอุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆมา โชคดี ที่เพื่อนๆช่วยเรา เพื่อนคนเยอรมันที่แลปยกฟูก เตียงให้ แถมขนมาส่งให้อีก  เราไม่ได้เอ่ยขอเขาน่ะ แต่เขารู้ว่าเราเพิ่งย้ายมา แล้วเขาก็กำลังจะย้ายบ้าน เขาเลยถามว่าจะเอาไหม  เพื่อนเยอรมันอีกคนบอกกับเราว่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกน่ะ จะขนของหรืออะไร อย่าลืมว่าทุกคนเป็นผู้ชาย (ตอนนั้นผู้หญิงคนเดียวในแลป)  แถมเรายังได้จานชามมาอีก คนเยอรมันก็ใจดีออก 🙂  ห้องตอนแรกๆไม่มีอะไรมาก มีแค่ตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ ฟูก (ไม่มีเตียง) ซึ่งเพื่อนยกให้ทั้งนั้น  โต๊ะเขียนหนังสือยังเอากล่องมาลองเขียนอยู่เลย แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีของเยอะขึ้นเรื่อยๆ  จากเพื่อนให้บ้าง  จากการเก็บของที่เขาทิ้งมาดัดแปลง

เวลาย้ายออก ห้องก็ต้องคืนในสภาพเดิม คือห้องเปล่า เพราะอย่างนั้นของทุกอย่างที่มีก็ต้องกำจัดออกไป อาจจะขายมือสอง หรือ ทิ้ง (การทิ้งขยะที่นี่ทิ้งมั่วสั่วอย่างไทยไม่ได้น่ะ ไว้จะเล่าให้ฟัง) นี่แหละแหล่งของเราเลย ชอบไปเก็บไม้จากตู้ที่เขาทิ้งมาต่อนู้นนี่

การอยู่ที่นี่ เราพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้มากที่สุด ไม่อยากรบกวนคนอื่น  เพราะงั้นจะไม่ซื้อเฟอร์นิเจอชิ้นใหญ่ที่เกินตัวเองขนเอง อะไรดัดแปลงมาใช้ได้ก็จะทำ ซ่อม ต่อนู้นนี่เล็กๆน้อยๆ ห้องเลยมีอุปกรณ์อย่างสว่าน เลื่อย ตะปู …  เป็นกิจกรรมที่สนุกดีเหมือนกันน่ะ

 

อีกอย่าง คือเรื่องทีวีและอินเตอร์เนท นอกเหนือจากค่าบริการสัญญาณ มันจะมีค่าธรรมเนียม ลิขสิทธิ์  ค่าบำรุงให้รัฐ อะไรประมาณนี้  จะเก็บค่าดูช่องฟรีทีวี หรือวิทยุ    ที่อาจจะต้องจ่ายแยกอีก (คล้ายกับที่ญี่ปุ่น)    (รู้จักกันในชื่อ GEZ  – Gebühreneinzugszentrale der öffentlich rechtlichen Rundfunkanstalten in der Bundesrepublik Deutschland)  แม้ว่าเราจะไม่มีทีวี หรือวิทยุ แต่ถ้าเรามีคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ต่อเนท ดูหนัง ฟังเพลงได้ อันนี้ก็รวมนะจ๊ะ   มันจะมีจดหมายมาก่อน จากนั้นก็จะมีคนมาขอเชคที่ห้องว่ามีอุปกรณ์พวกนี้ไหม ซึ่่งถ้าเราไม่อยู่ก็จะทิ้งเอกสารไว้ แจ้งว่ามาแต่ไม่เจอ จะมาใหม่  ซึ่งเรามีสิทธิ์  ไม่ต้องให้เขาเข้ามาเชคในห้องเราน่ะ  เพราะถ้าเขาเชคเจอโดนเรียกเก็บย้อนหลัง     ค่าธรรมเนียมนี่บางคนก็ไม่จ่าย แต่บางคนก็จ่าย อันนี้พิจารณากันเองละกันน่ะ

ลงทะเบียน และต่อวีซ่า

เมื่อจะมาอยู่ในเยอรมันสิ่งที่ต้องทำอันดับแรกๆหลังจากได้ที่อยู่กันแล้ว คือการแจ้งลงทะเบียนที่อยู่   คล้ายบ้านเราที่ต้องมีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่ที่นี่เข้มงวดและดูเป็นระบบมากกว่า    การย้ายที่อยู่แต่ละครั้งก็ต้องมาแจ้ง ถ้าไม่แจ้งจะโดนปรับ  (มีเพื่อนโดนไปร้อยกว่ายูโร)   ใบลงทะเบียนก็เป็นเอกสารสำคัญหนึ่งที่ต้องใช้ในการต่อวีซ่า  ส่วนใหญ่ทุกคนที่มาอยู่ยาว จะได้วีซ่ามาแค่สามเดือน และต้องมาขอ resident permit ตามแต่ละเมืองที่อยู่

การขอวีซ่า ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่กว่าจะได้มาก็ยากลำบาก ที่หลายคนคงบ่น  ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยาก ตั้งแต่นัด หรือต้องไปรอหลายชั่วโมงเพื่อคิวนัด  เอกสารที่ต้องเตรียม  พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่อีก ซึ่งบางคนก็อาจจะว่าโหดอะไรหนักหนา หรือเหมือนโดนดูถูก  แต่ก็พอจะเข้าใจว่าการที่เขาจะให้ใครสักคนมาอยู่ในประเทศก็ต้องมั่นใจว่าคนนั้นๆจะไม่มาก่อความยุ่งยากแก่ประเทศเขา  แต่เมื่อได้วีซ่าแล้ว ชีวิตก็เหมือนจะง่ายขึ้น

 

 

 

 

หนึ่งชีวิตต่างแดน เยอรมันนี (1)

เกือบสี่ปีที่มาอยู่เยอรมัน กับการเรียนปริญญาเอก เหมือนชีวิตได้มาพักร้อน (และพัก จากอากาศร้อนๆเมืองไทย) อะไรชีวิตจะดูสบาย สวยงามขนาดนั้น  แน่นอนว่ามันมีปัญหา มีเรื่องสารพันที่เข้ามา (ไม่มีที่ไหนในโลกไม่มีปัญหาหรอกมั้ง) แต่โดยรวมมันเป็น อยู่ ได้อย่างสบาย  บางทีมันดูจะง่ายกว่าอยู่เมืองไทยด้วยซ้ำในบางเรื่อง (แม้กระนั้น เมืองไทยคือบ้าน ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ใดในโลก ที่สุดท้ายคุณก็อยากกลับบ้านเสมอ)

ถ้ามาอยู่ต่างประเทศแบบเข้าใจ ว่ามันย่อมแตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคย พร้อมที่จะปรับตัว และยอมรับ  มันจะทำให้อยู่อย่างเป็นสุขใจมากขึ้น

ลองมาดูว่า สิ่งพื้นฐานที่คนต่างชาติต้องเจอ  ต้องเผชิญ มีอะไรกันบ้าง

ภาษา 

ก่อนมารู้ว่าคนเยอรมันต้องพูดภาษาเยอรมันอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าเขาจะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ และด้วยเราอยู่เมืองทางเยอรมันตะวันออก คนที่พูดภาษาอังกฤษขั้นสื่อสารเลยน้อยด้วย (แม้ว่าภาษาอังกฤษ จะเป็นภาษาที่ในหลักสูตรที่นักเรียนตั้งแต่เด็กทุกคนต้องเรียนน่ะ) ซื้อของ (ถ้าโชคดี เจอคนขายวัยรุ่นหน่อย ก็จะพอพูดได้)  ติดต่อราชการ หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยใช้ภาษาเยอรมันทั้งหมด   จนบางครั้งก็แปลกใจในหลายอย่าง ขนาดมหาวิทยาลัย จัดงาน international week แต่โปรแกรม และการบรรยายทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมัน ??  หน่วยงานราชการ อย่างแผนกที่ต้องไปขอต่อวีซ่าซึ่งมีแต่คนต่างชาติไปทั้งนั้น ไม่พูดภาษาอังกฤษ

แล้วสี่ปี ที่เราอยู่มากับภาษาเยอรมันระดับ A1/A2 แค่นับเลข ฟังอะไรง่ายๆ ออกบ้างเท่านั้น แล้วอยู่รอดมาได้อย่างไร คงต้องบอกว่าต้องขอขอบคุณใครหลายคนที่คอยช่วยเหลือ เวลาติดต่อราชการ ธุรกรรมต่างๆ และขอบคุณเทคโนโลยี google translate แปลอังกฤษ-เยอรมัน น่าจะใช้ได้ (แต่อย่าใช้ภาษาไทยในการแปล จะผิดเพี้ยนแบบไม่น่าเชื่อ)   ส่วนการใช้ชีวิตแต่ละวันคงต้องบอกว่าเป็นทักษะการอยู่รอดกระมั้ง อาศัยความรู้สึก   ตีความจากสถานะการณ์ ท่าทาง  เราไม่รู้เรื่องหรอกเวลาเขาพูดอะไร บางทีมันจะฟังออกเป็นคำๆ ที่เหลือ 99% เดา   อีกอย่างเราว่าคนเยอรมันก็ใจดีอยู่น่ะ แม้สีหน้าปกติเขาจะดูนิ่งๆ ออกเครียดบ้าง  คนที่ไม่ดีมันก็เจอ แต่ไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่ว่าชาติไหน  พฤติกรรมของคน มันก็มีทั้งดี ไม่ดีทั้งนั้น กลุ่มคนที่เป็น neo-nazism ก็มี คนที่ไม่ชอบต่างชาติก็มี แต่คนดีๆมันก็มีเยอะ  ให้อยู่อย่างมีสติ รู้จักสังเกต และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ app ต่างในโทรศัพท์หลายอย่างที่ช่วยเราได้ ว่าจะเป็นดิกชันนารีต่างๆ word lens

อีกอย่างเมื่อเรารู้ว่าเราพูดสื่อสารกับเขาไม่ได้ การเตรียมตัว วางแผน ก็เป็นสิ่งจำเป็น อย่างไปหาหมอ เราอาจจะเลือกหมอที่พูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งจะมีรายชื่อลิสต์อยู่ที่เราสามารถค้นได้  แต่คลินิกเนี่ย พนักงานก็อาจจะพูดไม่ได้ เพราะอย่างนั้นเราก็เตรียมประโยคไปว่าเราเป็นอะไร เตรียมเอกสารพาสปอร์ต บัตรประกันสุขภาพ

 

แล้วทำไมอยู่มาตั้งสี่ปี ภาษาเยอรมันไม่ได้…   เมื่อก่อนก็เคยคิดว่าทำไมคนที่ไปอยู่ต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมาตั้งนาน แต่กลับพูดไม่ได้ ตอนนี้เข้าใจแล้ว การที่เราคิดว่าถ้าเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้แต่ภาษานั้นๆ แล้วเราจะพูดได้ มันไม่จริงเสมอไป เพราะมันมีปัจจัยอื่นด้วย   เหมือนกับว่าเราตกน้ำ ไม่มีทางที่เราจะมาเรียนว่ายน้ำตอนนั้นได้ทันหรอก การเรียนภาษาก็เช่นกัน ถ้าไม่มีพื้นฐานอะไรอยู่เลย การจะมาอยู่ต่างประเทศแล้วได้ภาษานั้นๆก็ยาก  แต่ก็ใช้ว่าจะทำไม่ได้หรอกน่ะ  แต่ส่วนตัว เอาเวลาไปอยู่กับงาน เรื่องเรียนหลักมากกว่า อย่าว่าแต่เรียนภาษา แค่ได้คุยกับคนจริงๆจังๆยังน้อย  (ส่วนกรณีใครมีแฟนช่วยติวก็คงง่ายขึ้นด้วยนะ แต่จะหาได้ไหม คงต้องเป็นความสามารถส่วนตัว  ที่เราไม่มี)

เปรียบเทียบกับตอนไปต่างประเทศครั้งแรกที่แคนาดา  ภาษาอังกฤษก็มั่วๆนี่แหละ แต่เวลาเราพูดผิด เขาก็จะพูดทวน แก้ประโยคให้เรา  เราก็จะเรียนรู้ว่า อ๋อ มันต้องพูดอย่างนี้ ออกเสียงอย่างนี้   ฟังว่าเวลาเขาพูดคุยกัน แบบไหน  ภาษาถึงพัฒนาขึ้น  แต่ถ้าเทียบกับภาษาเยอรมัน  มาแบบฟังออกเป็นเสียงดนตรี  อักษรเห็นเป็นภาพศิลปะการพัฒนาที่จะเข้าใจก็คงยาก  (เราอาจจะโง่ด้วย ขนาดภาษาอังกฤษเรียนมากี่สิบปี ยังไม่ดีเท่าไหร่)  พูดไปก็เหมือนแก้ตัวมากกว่า   แต่ถ้าใครตั้งใจมาเรียนที่เยอรมัน  ขอแนะนำให้เรียนมาสักหน่อยก่อน อย่ามาอย่างไม่รู้อะไรเลยอย่างเรา เพราะยิ่งมาอยู่เมืองที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ๆจะไม่มีสถาบันสอนภาษา  อย่างที่เมืองมีสอน แต่คือเรียนเช้าถึงเที่ยงวันธรรมดา เวลาก็อาจไม่เอื้ออำนวยกับเราด้วย    หลักสูตรของภาควิชาภาษาในมหาวิทยาลัยก็จะไม่มีพื้นฐานสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรมาเลยด้วย

อีกอย่างที่อยากบอก คือสำหรับนักเรียนที่เลือกจะมาเยอรมัน  แล้วคิดว่าน่าจะมาพัฒนาภาษาอังกฤษที่นี่  ขอให้คิดดีๆ อันนี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมของแต่ละที่ทำงาน มหาวิทยาลัย  เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ามาอยู่แล้วภาษาเยอรมันก็ไม่ได้ อังกฤษก็ไม่พัฒนา (เท่าที่ควร อย่างไร  T__T)

พอก่อนสำหรับวันนี้ ได้เวลาปั่นงานแล้ว

เรียนต่อ ดีไหม

เรียนต่อที่จะพูด คือในแง่เข้าสู่ระบบการศึกษา มีปริญญาบัตร ใบประกาศ …

เพื่อนๆ น้องๆ ก็เคยถามว่าเรียนต่อดีไหม เรียนอะไรดี  คำถามที่ว่าเรียนต่อดีไหม ฟังดูก็ยังน่าคิดว่าคนถามก็คงอยากจะเรียนต่อแต่คงมีเรื่องกังวลใจในการ ตัดสินใจ แต่คำถามที่ว่าเรียนอะไรดี คงต้องให้คนถามกลับไปคนหาตัวเองให้เจอว่าอยากเรียนไปทำไม อยากทำอะไร  นอกเหนือจากว่า ก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เรียนๆไปก่อน

ไม่คิดว่าเป็นคนที่เก่งพอจะให้คำแนะนำใครได้ แต่เมื่อมีคนถามก็ตอบ เพราะบางทีเขาก็เพียงต้องการความคิดเห็น และหาคนรับฟัง (เคยไหมทีคุยกับใครสักคน หรือคุยกับตัวเอง สุดท้ายคำตอบที่ได้จะมาจากเรา เพราะการคุย คือการทบทวนความคิดนั่นเอง)

เราคงไม่มีคำตอบที่ดีให้  เพราะแต่ละคนล้วนมีปัจจัย เหตุผลต่างกัน แต่ที่จะบอกได้ คือ อยากขอให้การตัดสิน เป็นไปด้วยตนเอง  ฟังคนอื่น แต่ต้องหาหลักให้ตัวเองให้ได้  เพราะผลจากการตัดสินใจนั้นจะอยู่กับเราตลอดไป   เมื่อมีปัญหา ถ้าเรามีหลัก เราจะมองไปข้างหน้าแม้จะนอนแผ่หมดแรงอยู่ตรงนั้น

หาตัวเองให้เจอ…. ตั้งเป้าหมาย

เป็นคำแนะนำที่มักคุ้นเคยจากหนังสือ จากคนที่ประสบความสำเร็จ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดูง่าย แต่ก็ยาก

เคยมีคนเทียบว่าชีวิตเราก็เหมือนไก่บนสายพาน ที่ถูกขุน ถูกเลี้ยง สุดท้ายก็ถูกเชือดจบไป   เราถูกสอนให้เรียน ชีวิตตัดสินด้วยเกรด เกรดเท่านี้ควรเรียนนี่ พอสอบได้อะไร ก็หางานทำไปตามนั้น แม้ไม่ชอบ(บ่น) แต่ก้มหน้าทำงาน   เราอยู่มาพร้อมกับความกลัวมากมาย กลัวล้มเหลว กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าอย่างไง กลัวลำบาก กลัว…สารพันที่พยายามฉุดดึงรั้ง เราว่าอย่าไปทำอะไรอย่างนั้น อย่างนี้ แม้เราจะอยากทำ … กล้าพอไหม ที่จะเปลี่ยนตัวเอง

ประวัติชีวิตคนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สมคิด ลวางกูร   เขาตั้งเป้าหมายชัดเจนมาก และพยายามทำมัน   เขาโตมาอย่างปากกัดตีนถีบจริงๆ  (ถ้าเทียบกับเราๆ ที่โตมาก็มีหน้าทีแค่เรียน และเลือกเรียน เพื่อจะประกอบอาชีพที่คิดว่าอยากทำ … เขาถึงว่าคนที่จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่คือคนที่อยู่นอกกรอบ  พูดแล้ว คิดถึงหนังสือเล่มหนึ่ง outliers ของ Malcolm Gladwell สนใจหาอ่านกันได้ )

บางทีถ้ายังงงๆกับตัวเอง ว่าจะทำอะไร ก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตก่อน เพราะเมื่อมีเป้าหมายที่ชัด เราก็วางแผนได้เอง

กลับมาเข้าเรื่องเรียนต่อ  … ถ้าการเรียนต่อ นำไปสู่เป้าหมายของตัวเองก็คงตัดสินใจเรียนแน่ แต่ถ้าไม่ แล้วยังอยากเรียน  อาจแบบอยากเรียนเพราะชอบสาขาวิชานี้ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร อย่างที่ Steve Jobs ไปนั่งเรียน choreography สุดท้ายก็ได้ใช้ สร้างอักษรของแอปเปิ้ล  จงพึงระลึกว่า  การเรียนเป็นการลงทุน เพราะฉะนั้นย่อมมีความเสี่ยง  บางครั้งการลงทุนก็ไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่เราหวังไว้เสมอไป

 

ทุกๆวันคือการเรียนรู้  ไม่จำเป็นว่าคุณจะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือไม่

 

เย็นวันหยุดวันหนึ่ง……………หญิงสาวแวะร้านต้นไม้ข้างทาง ที่ตั้งขายเรียงรายบนเส้นทางเดิมที่คุ้นตา  เพื่อเดินดูต้นไม้หรือของประดับเพื่อตกแต่งสวนให้เพลินตา  นี่อาจเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเล็กๆส่วนหนึ่งนอกเหนือจากภาระชีวิตในแต่ละวัน   ชายหนุ่มคนขายเดินเข้ามาหน้าตาประมาณเด็กแนว(หน้า)หน้าตาไม่ค่อยน่าไว้วางใจ  แจกแจงราคาต้นไม้ชนิดต่างๆโดยที่ไม่ทันได้ถามอะไร  หญิงสาวตัดบทบอกความจำนงหลังยืนฟังได้ไม่นานว่า ต้นไม้ที่พูดมามีหมดแล้ว  แค่มีข้อสงสัยบางเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้ที่บ้าน  เลยอยากมาถามร้านต้นไม้ว่าดอกไม้ที่บ้านซื้อมาแล้วทำไมถึงไม่ยอมออกดอก  คนขายเด็กแนว…มองหน้าหญิงสาวนิ่งๆทำท่าครุ่นคิดแล้วถามว่า   ” บ้านคุณอยู่ไหน ใหญ่ไม๊ ”    ความระแวงเกิดขึ้นในใจ

” บ้านชั้น…….แล้วมันเกี่ยวอะไรกันด้วยยะ “หญิงสาวคิดในใจแต่สีหน้าแสดงความฉงนออกมานอกใจ

หญิงสาวระวังตัวมากขึ้นแต่ด้วยมารยาทสังคมการสนทนายังคงดำเนินต่อ

น่าน…..ยังไม่หยุด เขายังคงละลาบละล้วงถามต่อ

” ที่บ้านมีต้นไม่กี่ต้นอะไรบ้าง บ้านมีกี่ชั้น”

และถามคำถามต่ออีกหลายเรื่องทั้งที่หญิงสาวคิดว่าไม่น่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เธอต้องการรู้  ด้วยระแวงหญิงสาวจึงตอบไปแบบระวังแทบทุกคำถาม จนเมื่อหญิงสาวตอบแบบเสียไม่ได้ในทุกคำถาม  ความจริงบางอย่างที่สงสัยก็กระจ่าง

เมื่อเขา…สรุปจากข้อมูลที่ได้รับ

“เอ่อ..ที่ต้นไม้ไม่ออกดอกเพราะมีไม้ใหญ่และบ้านบังแสงแดดครับ”   “ส่วนต้นไม้ที่มันโตไม่เต็มที่เพราะคุณปลูกต้นไม้หนาแน่นเกินไป”   และยังสอนวิธีที่จะปลูกต้นไม้ให้ออกดอกสวยงาม   รวมไปถึงขั้นตอนต่างๆในการดูแลรักษาต้นไม้ที่หญิงสาวไม่เคยรับรู้มาก่อน   ตลอดเวลาที่เขาเปิดบรรยายภาคพิเศษนอกสถานที่   หญิงสาวได้แต่ยืนฟังนิ่ง…………..  ความระแวงถือดีหมดสิ้นไปจากใจ   ซ้ำยังรู้สึกผิดเล็กๆที่ไม่ไว้ใจมองคนอื่นในแง่ลบซะก่อน ทั้งๆที่ยังไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอเขา  ดันไปตัดสินนิสัยคนอื่นซะแล้วว่าเค้าน่าจะเป็นคนคิดประสงค์ไม่ดี   คำสอนหนึ่งที่เคยได้รับจากยายสอนหลานยามอวดดีแว่บขึ้นมาในความคิด

“เปิด ห่อ คำ ยาย”
ผู้เขียน ขนิษฐา ขนิษฐานันท์
ผู้พิมพ์ สนพ.มติชน (ครั้งแรก ส.ค. ๒๕๔๔)

 

 

นักวิจัย อาชีพที่เลือก

เล่าเรื่อง… ก่อนจะกลับไปทำงาน ภายใต้ชื่อว่านักวิจัย

ตอนที่เรียนป.ตรี เภสัชศาสตร์ มีอาจาย์เคยเปรียบเทียบว่าเราเป็นเป็ด บินได้ ว่ายน้ำได้ แต่ก็ไม่ได้บินเก่งไปกว่านก ว่ายน้ำเก่งกว่าปลา พอมาเรียนป.โท ชีวสารสนเทศ Bioinformatics เป็ดตัวเดิมแทนที่จะมาฝึกทักษะเดิมที่มี ให้เก่งขึ้น กลับมาเริ่มเรียนอะไรใหม่ ถ้าใครเคยเห็นรูปนี้

(The illustrated guide to a Ph.D.  http://matt.might.net/articles/phd-school-in-pictures/)  อยากจะบอกว่าที่ตัวเองเรียนอยู่ มันจุดหนึ่งที่ขึ้นพีคสูงขึ้น แต่มันเป็นกลุ่มตะปุ่มตะป่มที่สูงต่ำไม่เท่ากัน เพราะแม้เรียนป.เอก ก็เปลี่ยนมาเรียนอีกสาย เป็น computational drug design เลยไม่ค่อยแน่ใจว่ารูปนี้จะอธิบายชีวิตเราได้  (และก็ไม่คิดว่าจะมีเส้นขอบแห่งความรู้)

แต่แน่ใจอย่างหนึ่งว่า ในการตัดสินใจเลือกเรียนแต่ละครั้งมาจากความชอบ และสนใจที่จะเรียน (จนบางครั้งก็เหมือนจะให้ความสนใจเรื่องอื่นน้อยไป โดยเฉพาะเรื่องเงินเดือน ครั้งแรกที่ได้เงินเดือนจบป.โท มันน้อยกว่าเงินเดือนป.ตรีหลายพันบาท   จบกลับไปวุฒิป.เอก ขั้นเงินเดือนก็ยังน้อยกว่าเพื่อนที่ทำงานเภสัชตั้งแต่ป.ตรีมาจนถึงป่านนี้     มิน่าเขาถึงว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย อย่าหวังรวย   แต่อย่างน้อยก็ไม่ไส้แห้งละน่ะ   อีกอย่างรัฐก็ลงทุนมาให้เราใช้ชีวิต มีสีสันในต่างประเทศตั้งหลายปี รวมค่าใช้จ่ายก็เยอะอยู่)

 

เราคิดว่า  การเรียนต่อปริญญาเอก กับอาชีพนักวิจัยในบ้านเรา เป็นแพคแกตคู่ เป็นเหมือนสิ่งที่ต้องเรียน    คล้ายกับนศ.แพทย์ที่ต้องเป็น intern ตามแผนกต่างๆ เพื่อฝึกภาคปฏิบัติ   เอาความรู้ที่เรียนมาใช้จริง รู้จักแก้ปัญหา สั่งสมประสบการณ์  อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์เชี่ยวชาญ  และที่สำคัญคือ  ใบปริญญา คล้ายกับวุฒิบัตรวิชาชีพ    (สถาบันวิจัยในประเทศไทย ที่ไม่รวมเอกชน และมหาวิทยาลัยมีกี่ที่ เราก็ไม่รู้ แต่ถ้าเอาตามสวทช.-สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ– เท่าที่รู้ คือการบรรจุเป็นตำแหน่งนักวิจัย ต้องมีวุฒิป.เอก หรือมีผลงานแสดงมากพอ แล้วขอพิจารณา)

ความตั้งใจ จะทำงานด้านวิจัยตั้งแต่เรียนป.ตรี เภสัชศาสตร์ มันเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับความสนใจ และบุคลิกที่สุด และเมื่อตัดอาชีพตามสาชาที่เรียนมาอื่นๆออกไป ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ “ใช่” ที่สุด

โต มากับร้านขายยา ให้เป็นเภสัชกรประจำร้านยา หรือรพ. ไม่อยู่ในความสนใจเท่าไหร่ มันแอบรู้สึกเบื่อที่ไม่มีอะไรท้าทาย  เป็นผู้แทนยา ไม่ต้องพูดถึง บุคลิกส่วนตัวไม่เข้าแน่นอน เภสัชกรฝ่าย QC QA ตามโรงงานเคยไปสมัคร แล้วก็ได้อยู่ แต่เป็นกับที่ได้ทุนเรียนพอดี จึงเลือกเรียนมากกว่า

งานวิจัย น่าจะเป็นอะไรที่สนุก เพราะเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา อีกอย่างใจก็แอบคิดว่า ทั้งชีวิตเราเรียน และจำมากับสิ่งที่คนอื่นเขาค้นคว้า เอามาให้เราเรียน ขอเป็นคนสร้างความรู้ให้คนอื่นเรียนบ้างได้ไหม

ตอนเรียนป.ตรี เภสัชฯ วิชาที่ชอบจะแป็นทางด้านชีวะวิทยา เพราะอย่างนั้น ตอนที่คิดจะเรียนต่อ ที่สนใจจะเรียนก็จะเป็นทางด้าน biotechnology, pharmacogenomics (เภสัชพันธุศาสตร์) , personalized medicine , bioinformatics (ชีวสารสนเทศ) อีกอย่างคือการคิดค้นยา   รู้ว่างานด้านคิดค้นยานี้โอกาสน้อยมากในบ้านเรา ด้วยต้องใช้เงินวิจัยมหาศาล และเวลาการวิจัย  แถมเราก็ไม่เคยรู้ว่าบ้านเรามีที่ไหนที่ทำด้านนี้จริงจังเป็นpipeline ใหญ่ไปถึงการทดลองในคน ก็เลยไม่ได้คิดว่าจะได้เรียนด้านการคิดค้นยาโดยตรง แต่สุดท้ายก็ได้เรียนในป.เอก

ช่วงนั้นงานด้าน pharmacogenomics, personalized medicine หรือ bioinformatics  นี้ใหม่มากในบ้านเรา (เรียนจบปี 48) ที่อยากเรียนด้าน pharmacogenomics นี้นอกจากความชอบ คิดว่าน่าจะเหมาะกับบ้านเรา   เมืองไทยเรานำเข้ายาเยอะมาก ที่ผลิตในประเทศก็เป็นเพียงยาที่หมดลิขสิทธิ์ เพราะงั้นถ้าเราจะใช้ยาให้เหมาะสมกับแต่ละคนมากขึ้น นอกจากจะดีต่อการรักษาคนไข้ ที่ประสิทธิภาพน่าจะดีขั้น แล้วก็น่าจะลดค่าใช้จ่ายที่ใช้ยาแบบ trial-error

bioinformatics เป็นคำที่กว้างกว่า แต่ก็คิดว่าถ้าเราเอาคอมพิวเตอร์มาใช้งานก็น่าสนุกดี น่าจะลดต้นทุนได้ (ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ เพราะตอนทำแลปป.ตรี ก็รู้ว่าสารเคมี อุปกรณ์ แทบทุกอย่างนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยได้บ้างก็น่าจะประหยัดบ้าง   แต่เรียนมาจนถึงวันนี้ แม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ โปรแกรม เราก็ต้องใช้ของต่างชาติอยู่ดี แถมแพงมากๆ T_T )

ตอนนั้นสอบเรียนต่อป.โทได้สองที่คือที่ศูนย์พันธุฯ ศาลายา มหิดล กับที่ ม.พระจอมเกล้าฯ ธนบุรี (มจธ) ด้าน bioinformatics ที่มีทุนให้ ก็เลยเลือกมาเรียน bioinformatics ที่มจธ. (เป็นรุ่นที่ 3 ของหลักสูตร บอกแล้วว่า ด้านนี้ใหม่มากในบ้านเรา)   เพราะคิดว่าคงเอาความรู้มาประยุกต์ใช้งานได้มากกว่า บวกกับอยากทำงานอยู่บ้าน เรียนด้านนี้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลัก อยู่ไหนก็ทำงานได้ถ้ามีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนท

และการมาเรียนป.โท Bioinformatics ทำให้เข้าใจว่างานวิจัยเป็นอย่างไร อีกทั้งการได้ไปฝึกงานต่างประเทศทำให้โลกมันกว้าง และอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากขึ้น

และเมื่อเป้าหมายคือการเป็นนักวิจัย การเรียนต่อปริญญาเอกเป็นเหมือนสิ่งที่ต้องเรียน the must อีกทั้งก็รู้ว่าความรู้ตัวเองก็ดูยังไม่เก่งอะไรสักอย่าง  การเดินทางเพื่อมาเรียนป.เอกที่เยอรมันนี จึงเกิดขึ้น

ติดตามตอนต่อไป