Kassel

มาพูดถึงสถานีรถไฟก่อนดีกว่า เพระที่นี่มีสองสถานี Kassel Hbf กับ Kassel-Wilhelmshöhe  ปกติเวลาไปเที่ยวไหนก็จะลง Hbf แต่มานี่ส่วนใหญ่จะลงที่ Kassel-Wilhelmshöhe  เพราะเป็นสถานีหลักที่ต่อรถไฟความเร็วสูงเส้น Hannover-Wurzburg  แต่การติดต่อของสองสถานีก็มีแทรมไปมาได้สะดวก   Kassel-Wilhelmshöhe จะอยู่ใกล้ที่เที่ยวปราสาท และ Hercules แต่ถ้าเป็น Hbf ก็จะเป็นเขตเมือง

Kassel เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขต Hessen ตอนเหนือ (Nordhessen) ติดกับแม่น้ำ Fulda ที่เป็นหนึ่งในแม่น้ำหลักก่อนที่จะเป็น weser  ถ้าใครได้ไปต่อรถที่นี่บ่อยๆจะรู้สึกได้ว่าเมืองนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเทพนิยายแน่ๆ และคงต้องมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเยอะมาก เพราะแค่มองผ่านโบรชัวน์ก็จะเห็นทั้งตัวการ์ตูน และภาษาญี่ปุ่น  เมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของเส้นทาง Fairy tale route  สองพี่น้องกริมม์เคยอยู่ และเมืองนี้ก็มีพิพิธภัณฑ์พี่น้องกริมม์ที่เมืองนี้ด้วย ( Brüder Grimm Museum)  เกี่ยวกับประวัติของพี่น้องนี้ดูได้ที่นี่  ปีนี่ 2013 ที่พิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการเกี่ยวกับน้องชายของเขาด้วย  เวลาพูดถึงพี่น้องกริมม์  Wilhelm & Jacob Grimm แต่จริงเขามีพี่น้องอีก น้องชายเขา Ludwig Emil Grimm เป็นนักวาดรูป (ถ้าตามที่อ่านจากพิพิธภัณฑ์ ผลงานของเขาไม่โดดเด่นเท่าไหร่ เพราะไม่สะท้านยุคสมัย หรือมีความงามเป็นพิเศษ แต่ภาพเขาก็จะมีภาพของเมือง Kassel เป็น background ก็เลยพอบอกเล่าเรื่องราวได้) อีกเวปหนึ่งที่ใครอยากอ่านเทพนิยายลองดูที่นี่

ที่ดังนอกจากพี่น้องกริมม์ คือเขาว่าเมืองนี้เป็นศูนย์กลางศิลปะสมัยใหม่ (contemporary art) ของโลก แต่เรื่องงานศิลป์ไม่ใช่แนวที่สนใจเลยไม่ได้หาอ่านต่อ

ที่เที่ยวของเมืองที่เป็นจุดขายคือ Bergpark Wilhelmshöhe กับรูปปั้น Hercules ซึ่งเป็น Europe’s largest hillside park และก็เป็น UNESCO World heritage ด้วย  ใครที่จะมาเที่ยวที่นี่อาจต้องฟิตร่างกายสักหน่อย เพราะต้องเดินขึ้นทางชัน และบันไดหลายขั้นทีเดียว  การมาเที่ยวที่นี่ จะมีรถบัสสาย 23 มาได้ถึงจุดหนึ่ง (ต่อจากสุดสาย แทรม #1  )  แต่ถ้าใครมีเวลา และอยากสัมผัสธรรมชาติเดินสวนแบบอังกฤษ และสไตลย์ Barouque ซึ่งใหญ่มาก ลองเดินเล่นดู  อีกเส้นทางที่ไปได้ ที่เราไปคือแทรม#3 ลงที่ Brabanterstr. แล้วก็เดินเส้น Kurhausstr. มาไม่ไกลก็เข้าสวนแล้ว ก็จะเจอกับเก๋งจีน แล้วก็เห็นปราสาทอยู่ไกลๆ แนะนำให้เดินเลาะสระ ทางเดินสวยดี แม้วันที่ไปฝนจะตกโปรยปราย และต้นไม้ก็เริ่มล่วงแล้วยังสวยขนาดนี้ ถ้าวันอากาศดีคงน่ารื่นรมย์

rez003      พิพิธภัณฑ์พี่น้องกริมม์ แถวนี้ไม่มีสะพานลอยนะ และไม่มีสัญญาณไฟให้ข้ามถนนด้วย  แต่มีทางลอดข้างใต้ถนน จะเห็นทางเข้าเป็นเหมือนทางลาดลงไปจอดรถ แต่จะมีสัญลักษ์รูปคน ใครเพิ่งไปอาจจะงง ว่าจะข้ามไปยังไง  ราคาค่าเข้า 3 euro

rez016

“The Baroque grounds with the striking palace, the Hercules Monument and the 250 metre long cascade were created at the beginning of the 18th century. After the Seven Year’s War, the grounds were then redesigned into a landscape park. An expansive, idealised natural landscape with waterfalls, aqueduct and fountain integrating the natural surroundings were created around the cascade axis.
The landscape garden that stretches along the slope of the Habichtswald is the largest mountain park in Europe and represents a unique cultural heritage site. Until 1866, the palace and palace park served as the summer residence of the landgraves and prince electors of Hesse-Cassel and later the Prussian kings and German emperors. Today, this one-of-a-kind park attracts more than two million visitors from around the world every year. Apart from Cassel’s landmark–the Hercules–the Waterfeatures flow through 12 kilometres of waterways, several ponds and waterfalls and then culminate in the stunning fountain over Palace Wilhelmshöhe. The entire Bergpark grounds with the Hercules and the Baroque axis extending across the cascades, the Bergpark and far down into the city are unique in the world”.  from http://www.museum-kassel.de/en/index_navi.php?parent=9517

rez024

rez040

เส้นทางที่ต้องเดิน เพื่อมารูปปั้น Hercules

rez036

Hercules Monument
“Landgrave Carl of Hesse-Cassel had the Italian architect Giovanni Francesco Guerniero erect the Octagon (‘Colossal Palace’) from 1700 to 1717 with the figure of Hercules as the crowning conclusion to the 1.5 kilometre long cascade complex. The octagonal substructure thrusts a steep pyramid crowned with an 8.20 meters high statue of Hercules into the sky. The work of the Augsburg gold smith Johann Jakob Anthoni is a replica of the antique Hercules Farnese. A staircase leads up to a visitor platform 28.5 m above the ground that offers a spectacular view of the entire Baroque park grounds and the City of Kassel ” From : http://www.museum-kassel.de/en/index_navi.php?parent=9545

 

 

 

 

 

grim

source

http://www.germany.travel/en/towns-cities-culture/towns-cities/kassel.html

Advertisements

Marburg

Marburg เป็นที่นักท่องเที่ยวชอบเมืองหนึ่ง เพราะมีสีสันของเมืองเก่า Marburg เป็นเมืองแห่งปราสาทและบ้านสไตล์ Gothic/Renaissance บนเนินเขา  เป็นหนึ่งในเมืองตามเส้นทางท่องเที่ยวเทพนิยายของสองพี่น้องตระกูลกริมม์   แต่ที่สำคัญของเมืองนี้คือเป็นเป็นเมืองของการศึกษา  เพราะหนึ่งในสี่ของคนที่อยู่ที่นี่เป็นนักเรียน

Philipps-Universität Marburg เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมัน ซึ่งถูกก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 1527 โดย Landgrave Philipp (ตอนนั้นเขามีอายุ 23 ปีเอง)  เป็นมหาวิทยาลัยคริสต์โปรเทสแตนท์แห่งที่สอง (ที่แรกมีในช่วงปี 1526-1530 ที่ Liegnitz, Silesia)  ม.นี่สร้างชื่อ และมีคนสำคัญหลายคนมาก คนหนึ่งที่อยากกล่าวถึงคือ Emil von Behring ซึ่งเป็นคนที่ได้รับรางวัลโนเบลคนแรกด้านการแพทย์ก็เป็นอาจารย์สอนที่นี่  สองพี่น้องตระกูลกริมม์ หรือนักเคมี Otto Hahn ก็เป็นในผู้ได้รับรางวัลโนเบล

Jacob Grimm: “In Marburg, one must move one’s legs, and climb upstairs and downstairs!”

 ‘I believe there are more steps in the streets than in the houses.’

Traces of the Brothers Grimm in Marburg สนใจคลิกดูนะ

Marburg เป็นเมืองหนึ่งรัฐ Hesse และเป็นเป็นเมืองหลักในเขต Marburg-Biedenkopf แม่น้ำหลักของเมืองคือ Lahn เพราะอย่างงั้นสถานีรถไฟหลักที่นี่คือ Marburg (Lahn)  เขตเมืองเก่า (old town) ที่เที่ยวหลักของนักท่องเที่ยว ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า ‘Oberstadt’ (Upper Town) เพราะมีบ้านไม้ซุง (half-timber houses) ,  โบสถ์ Elisabeth church  , Landgrave Castle

คนที่สนใจต้นไม้ หรืออยากจะพักผ่อนก็ต้อง Botanical Garden   แต่ถ้าใครชอบเรื่องระบบสุริยะ ก็ดูตามนี้

ในทุกปี อาทิตย์ที่สองของเดือนกรกฎาคม จะมีงานเฟสติเวลใหญ่ของเมืองที่เรียกว่า 3 days Marburg
ที่เที่ยวสำคัญสองแห่ง โบสถ์และปราสาทจะเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่ง Elizabeth

Elizabeth เป็นลูกสาวของกษัตริย์ฮังการี ซึ่งถูกส่งมาแต่งงานกับกษัตริย์ Thuringian Landgrave Ludwig IV เมื่อกษัตริย์องค์นี้ตาย อลิซาเบธก็เลยย้ายและหนีมาที่ Marburg  อลิซาเบธเลยได้ใช้ชีวิตอย่างที่เธออยากเป็นคือการช่วยเหลือคนยากไร้และเจ็บป่วย เพราะอย่างนั้นเธอจึงถูกเรียกเป็น saint คนหนึ่งหลังจากตาย ศพของอลิซาเบธเคยถูกฝังที่โบสถ์นี้ แต่พอช่วยหลังที่ ปฏิวัติของโปรเทสแทนต์ Protestant Reformation ร่างของ saint จะถูกเอาออกและปลี่ยนเป็นแท่นบูชาทองแทน (golden shrine)     [Protestants จะไม่ชอบกระดูกที่เก็บไว้ เพราะทางคาทอลิกเชื่อว่ากระดูกจากเหล่าเซนท์จะมีพลังวิเศษ แต่ทางโปรเทสเทนท์ไม่เชื่อเช่นนั้น ]

จากที่เธอมาอยู่เมืองนี้ เมืองนี้ก็เลยเป็นที่อยู่ใหม่ของรัชทายาท ราชวงศ์ Landgrave จากป้อมปราการก็ขยายเป็นปราสาทอย่างที่เห็น

Elizabeth church ‘It is one of the earliest purely Gothic churches in German-speaking areas, and is held to be a model for the architecture of Cologne Cathedral. It is built from sandstone in a cruciform layout. The nave and its flanking aisles have a vaulted ceiling more than 20 m (66 ft) high. The crossing is separated from the nave by a stone rood screen as, in earlier times, the front part of the church had been reserved for the knights of the Order. [wiki]

 

rez029_Fotor rez066 rez081_Fotor rez103 rez171_Fotorrez124_Fotor

 

 

ที่น่าสนใจคือบ้านส่วนใหญ่ที่นี่จะมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และมีแผนจะบังคับให้ทุกบ้านต้องมี โดยเฉพาะบ้านหรืออาคารที่สร้างใหม่ หรือปรับปรุง  อย่างน้อย 20% ของพลังงานที่จะใช้ต้องมาจากพลังงานแสงอาทิตย์

Source :